[SF] Love is really PEN(?)
posted on 11 Jul 2009 01:05 by tangmoez in 03-ShortFiction
Title :: [SF] Love is really PEN(?)
Paring :: Yunho x Jaejoong
Rate :: PG-13
Author :: Tangmoez
Warning :: ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง มีเจตนาเพียงเพื่อสร้างความสนุกสนานเท่านั้น เนื้อหาเป็นแนว Boy's Love หรือ Yaoi หากมีผู้ใดที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ขอให้ปิดหน้านี้ลงอย่างสันติค่ะ
TALK :: เหมือนว่าจะถนัดแต่งฟิคส่งเดชแบบนี้มากกว่า ^^ อ่านขำๆ นะคะ ...มันไม่พล็อตอีกแล้วอ่ะ 555
พอได้มาลง ก็มาเรื่อยๆ พอเงียบก็หายไปเป็นเดือนเลยเหอะ - -"
ณ โรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง
เวลาเที่ยงยี่สิบนาทีที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าอาคารปีสาม ที่นั่งประจำของคิมแจจุงและผองเพื่อน
“เฮ้ยๆๆ หมุนเลยๆ”
“อย่าเพิ่งดิ๊...คิดก่อนว่าจะให้ทำอะไร?”
“นั่นๆ...ไปบอกรักน้องอ้วนนั่นดีกว่า ฮ่าๆๆ” แจจุงเสนอความเห็นพลางก้มหัวลงหัวเราะท้องคัดท้องเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า
“เออๆ...ใครโดนให้ไปบอกรักน้องอ้วนนั่นนะ” เพื่อนๆ อีกหลายคนเห็นด้วย
‘ติ้วๆ~’ ปากกาแลนเซอร์สีน้ำเงินหมุนไปตามแรงก่อนจะค่อยๆ ชะลอตัวลงท่ามกลางสายตาหกคู่ที่จ้องอยู่อย่างไม่วางตา
เมื่อปากกานิ่งสนิท...ผู้โชคร้ายคนนั้นก็คือ...
“เฮ้ย!!~” ปาร์คยูชอนหนุ่มหล่อประจำกลุ่มร้องเสียงหลง “ไม่เอาอ่ะ...เล่นอะไรบ้าๆ”
“ได้ไงๆ? เมื่อกี้ก็ยังเล่นกันอยู่ดีๆ เลยยย...” คิมแจจุงผู้เป็นต้นเสียงเอ่ยขึ้นก่อนเพื่อนๆ ในกลุ่มจะเฮโวยวายตามกัน
“ไม่เอาๆ อายเค้า” ยูชอนยังคงยืนกรานคำเดิมก่อนจะมองหน้าคิมจุนซูหนึ่งที
“ไม่เป็นไรหรอกน่า...เล่นขำๆ” โลมาผู้ใจดีพูดขึ้นบ้างก่อนจะส่งยิ้มแป้นให้เป็นเชิงว่า ไม่เป็นไร
เห็นดังนั้นก็เป็นอันว่าสบายใจได้เมื่อคนรักอย่างคิมจุนซูจะไม่ถือสากับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ปาร์คยูชอนจัดการดันตัวเองลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะปัดแข้งปัดขา เซ็ทผม แล้วเดินตรงไปที่โต๊ะม้าหินอ่อนที่เหยื่อนั่งอยู่ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังกลั้นหัวเราะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เอ่อ...น้องครับ” หนุ่มหล่อส่งเสียงหวานเรียกน้องตุ้ยนุ้ย
หญิงสาวอวบอ้วนหันมาตามเสียงเรียก เมื่อพบว่าเป็นรุ่นพี่สุดหล่อประจำโรงเรียนก็ถึงกับอายม้วนไม่กล้าสบตา ทำเอาคนหล่อถึงกับเครียด
“เอ่อ...พี่รักน้องนะครับ” ทันทีที่พูดจบเสียงโห่ฮาจากโต๊ะม้าหินอ่อนก็ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี
“คัททท~~!!” แล้วคิมแจจุงก็ส่งเสียงดังออกมา เป็นสัญญาณสิ้นสุดการแสดงบทบาทตลกร้ายที่เพื่อนๆ ชื่นชอบ
น้องอ้วนดูยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ทั้งหมด ยังคงนั่งส่งยิ้มเขินที่ดูกี่ทีๆ ก็น่าขนลุกสำหรับปาร์คยูชอน
ชายหนุ่มโค้งให้ก่อนตั้งท่าจะหันหลังทันทีที่ได้ยินเสียงสวรรค์ของคิมแจจุง
“เดี๋ยวสิคะ” น้องอ้วนไม่ปล่อยโอกาสไปง่ายๆ แรงดึงที่ข้อมือทำให้ยูชอนต้องหันไปมองอย่างเกรงๆ เมื่อเห็นสายตาที่ดูไม่ล้อเล่นของน้องอ้วน “พี่บอกรักหนูแล้วพี่ไม่ฟังคำตอบของหนูหน่อยเหรอคะ?”
“เอ่อ...คือ...”
“เห็นว่าหนูหน้าตาดีพี่คิดจะมัดมือชกกันเหรอ?”
นั่น...เด็กสาวที่ทึกทักเอาเองว่าตัวเองน่ารักเอ่ยขึ้นอย่างตัดพ้อ ทำเอาปาร์คยูชอนถึงกลับกลืนน้ำลายดังเอื้อก ก่อนจะส่งสายตามาที่คิมแจจุงประหนึ่งว่า ‘ช่วยด้วย’
...แต่ดูท่าจะไม่เป็นผล เมื่อแจจุงคนสวยดูจะสนุกสนานกับเหตุการณ์ตื่นเต้นนี้เหลือเกิน
“หนูไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะคะ”
“ดีแล้วล่ะครับ” ยูชอนพูดอย่างใจเย็นก่อนจะพยายามแกะมือปลาหมึกที่เกี่ยวรั้งข้อมือของเขาเอาไว้ “เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัวครับ...ถึงจะถูก” ยูชอนพูดต่อ
“พี่อย่าแต๊ะอั๋งกันสิคะ!!” เด็กสาวโวยวายอีกทีเมื่อนิ้วเรียวของยูชอนแตะลงที่นิ้วอวบอ้วนของหล่อน
“เปล่านะคร๊าบ...น้องก็ปล่อยมือพี่ซะทีสิคร๊าบ” ปาร์คยูชอนเองก็เริ่มจะไม่ไหว ทำอะไรก็ดูจะเข้าทางน้องอ้วนคนนี้ไปเสียหมดทุกอย่าง “พี่ล้อเล่นเฉยๆ ครับ...เพื่อนพี่ให้พี่ทำภารกิจ ไม่มีอะไรจริงๆ คร๊าบ”
“เห็นความรู้สึกของหนูเป็นเรื่องล้อเล่นเหรอคะ?”
“ไม่ใช่ครับ...ไม่ใช่...ปล่อยมือพี่ก่อนนะ”
“พี่ทำอย่างนี้ได้ยังไงกัน? ฮือๆ ไม่รู้ล่ะพี่ต้องรับผิดชอบ ฮืออ~” และแล้วหญิงสาวน่ารัก(หรือเปล่า?)คนนั้นก็เริ่มส่งเสียงร้องไห้อย่างปราศจากน้ำตา ท่ามกลางความสนใจของหลายๆ คน
เหตุการณ์ดูท่าจะบานปลายจนคิมจุนซูที่นั่งมองอยู่เริ่มจะทนไม่ไหว “แจจุง...”
“เห? จ๋า~” คนสวยส่งเสียงหวานตอบกลับทันทีที่ได้ยินเสียงเพื่อนรักเอ่ยเรียก หลังจากพยายามกลั้นเสียงหัวเราะไว้แทบจะขาดใจ
“ไปช่วยยูชอนหน่อยสิ...ดูท่าจะแย่แล้วนะ” จุนซูทำหน้าเบ้ร้องขอความช่วยเหลือ ทำเอาคนรักเพื่อนอย่างแจจุงปฏิเสธไม่ได้ ร่างบางเดินย่ำไปหาอย่างเซ็งๆ ที่ถูกรบกวนเวลาดูละครน้ำเน่าอันแสนสนุก
คนสวยหยุดยืนมองเหตุการณ์แสร้งร้องไห้ของน้องอ้วนอย่างนึกตลกแกมสังเวช ก่อนจะเปล่งเสียงสวรรค์ช่วยชีวิตยูชอน “นี่!!”
สิ้นเสียงของแจจุง ปาร์คยูชอนแทบอยากจะกระโดดจูบแจจุงอย่างขอบคุณสุดซึ้ง...วันนี้เสียงของคิมแจจุงช่างฟังดูไพเราะเสียเหลือเกิน
“ปล่อยมือเพื่อนฉันได้แล้ว...นังอ้วน”
น้องอ้วนที่กำลังร้องไห้อยู่ถึงกับหยุดชะงัก เงยหน้ามองคนพูดจาสบประมาท ลากสายตาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเบะปากให้หนึ่งที
“ปล่อยมือออกจากเพื่อนฉัน ถ้าเธอไม่อยากมีเรื่อง” คิมแจจุงย้ำอีกที
“ทำไมล่ะ? ก็พี่เค้ามาบอกรักฉันนี้ ก็ต้องรับผิดชอบความรู้สึกของฉันด้วย”
“เฮ้อ...” ร่างบางกว่ามากๆ ถอนหายใจอย่างนึกรำคาญ “เธอคิดว่าเพื่อนฉันตาบอดหรือไงถึงได้มาบอกรักเธอน่ะ ก็แค่เล่นๆ กัน เข้าใจมั้ย?”
“ไม่”
“เอ้า...” คิมแจจุงถึงกับร้องออกมาอย่างเซ็งๆ นี่เขาเจอปัญหาใหญ่ซะแล้วล่ะ
“ยังไงพี่เค้าก็ต้องรับผิดชอบ!!” เด็กสาวยืนกราน
“จะให้รับผิดชอบยังไง?”
“ก็ต้องเป็นแฟนกับฉันน่ะสิ”
“...จะบ้า!!” สามเสียง...ใช่ สามเสียงประสานกัน ปาร์คยูชอน คิมแจจุงและคิมจุนซู
ร่างบางหันไปมองตามเสียงแหบแห้งที่ดังขึ้นมาที ก่อนจะพบกับโลมาน้อยที่ตอนนี้กำลังหน้าแดงด้วยความโกรธจัด
“เค้าเป็นแฟนฉัน จะไปเป็นแฟนเธอได้ไง?” นานๆ ทีจะเห็นคิมจุนซูน้อยผู้น่ารักโกรธจัด เล่นเอาแจจุงอยากจะถอยกรูดไปตั้งหลักเสียให้ได้
“ฮ่าๆ ตลกใหญ่แล้ว...พี่สุดหล่อนี่เป็นผู้ชายนะ” พูดจบก็ลากสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าจุนซูอีกทีด้วยสายตาเหยียดหยาม “พี่ก็ผู้ชายไม่ใช่เหรอ? อย่าบอกนะว่าเป็น...?” สาวตัวไม่น้อยทำทีเป็นเว้นช่องว่างให้อีกฝ่ายเติมคำ
“เออ...ฉันเป็นเกย์!!” จุนซูตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด “แล้วไอ้ยูชอนนั่นแฟนฉันมันก็เป็นเกย์ด้วย!!” สิ้นคำประกาศิตจุนซูก็เดินกระแทกเท้าไปหาปาร์คยูชอนแล้วกระชากกลับมาอย่างสุดแรงเท่าที่เอสไลน์จะทำได้ ยูชอนที่หลุดจากมาจากเงื้อมมือหมูอ้วนได้อยากจะก้มกราบขอบคุณสวรรค์ ใบหน้าหล่อหันหน้าไปหาน้องอ้วนก่อนจะเอานิ้วชี้ไปที่จุนซูผู้กำลังเดินย่ำอย่างไม่สนใจใคร แล้วยกนิ้วโป้งให้เป็นสัญญาณว่า สุดยอด!!
.
.
.
“แจจุงอ่ะ...ชอบเล่นอะไรบ้าๆ” ทันทีที่กลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม ทิ้งให้น้องอ้วนยืนโกรธเป็นช้างตกมันอยู่ที่โต๊ะ คิมจุนซูก็กลับมาสวมบทเด็กน้อยผู้อ่อนต่อโลกตามเดิม มือน้อยตีลงที่ไหล่ของเพื่อนรักไม่ยั้ง
“ฮ่าๆ ประทับใจสุดๆ” แจจุงนั่งหัวเราะล้อเลียนต่อไปอย่างไม่สนใจ โดยมีปาร์คยูชอนนั่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจอยู่เคียงข้าง
“ไม่เอาแล้วนะ...ไม่ให้เล่นอะไรแบบนี้อีกแล้ว”
“โหย จุนจังอ่า...ขำๆ” คนสวยดื้อแพ่งไม่ยอมแพ้ “อีกรอบนะ...อีกรอบ”
คิมจุนซูสั่นศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย
“โห่...ไม่เล่นก็ไม่เล่น ฉันเล่นกับเพื่อนคนอื่นก็ได้” คนสวยไม่ง้อก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับปากกาแลนเซอร์ด้ามเล็กที่นอนนิ่งอยู่บนโต๊ะ “รอบนี้...ให้ไปบอกรัก...ใครก็ตามที่เดินผ่านโต๊ะเราตรงนี้”
เพื่อนๆ ในกลุ่มพยักหน้าตามแบบขอไปที ก่อนที่คิมแจจุงจะเริ่มหมุนปากกา
‘ติ้วๆ~’ ปากกาหมุนไปเรื่อยๆ ก่อนที่หยุดอยู่ตรงที่...
“เฮ้ย!! ฉันไม่เกี่ยว” ยูชอนร้องเสียงหลงเมื่อหัวปากกาด้ามสวยมันชี้ตรงมาที่เขาอีกแล้ว
แจจุงเงยหน้ามองยูชอนก่อนจะมองหน้าจุนซูที่นั่งทำตาขวางอยู่ “ไม่เกี่ยว ฉันกับยูชอนเลิกเล่นแล้ว เอาคนที่ก้นปากกาชี้สิ” จุนซูเสนอความเห็นอย่างร้ายกาจ
“เออ...ใช่” แจจุงคนสวยแต่สายตาไม่ดีดีดนิ้วเปาะอย่างเห็นด้วยก่อนจะก้มมองปากกาและพบว่า
...มันชี้ที่ตัวเขาเอง
เพื่อนๆ ในกลุ่มพากันโห่ร้องอย่างดีใจสุดขีด บ้างก็หัวเราะจนหัวแทบจะฟาดกับพื้นเมื่อเห็นคิมแจจุงคนที่สวยเด่นเป็นสง่าอยู่ตลอดเวลา เอ๋ออย่างหมดรูป
ร่างบางเกาท้ายทอยอย่างเก้อๆ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ จะให้ทำตามก็ไม่อยาก ทุกทีเป็นคนนำขบวนวันนี้กลับกลายเป็นตัวตลกเสียเอง น่าขายหน้าชะมัด
“ห้านาที ถ้าภายในห้านาทีไม่มีใครเดินผ่านมา โมฆะ!!” หัวสมองที่ทำงานได้ดีผิดปกติกลั่นกรองหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองได้ทัน
สมาชิกในแก๊งค์รวมถึงยูชอนต่างนั่งชะเง้อชะแง้มองหาดูว่าจะมีใครสักคนที่หลุดเดินเข้ามาในวงโคจรนี้หรือไม่ เวลาผ่านไป๊...ผ่านไป ก็หาได้มีใครสักคนเดินผ่าน แล้วก็ได้พบกับสาเหตุที่ไม่มีใครเดินมา เมื่อยูชอนสังเกตเห็นว่าตอนนี้ตาของแจจุงแทบจะลุกเป็นไฟ จ้องคนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
‘ขี้โกงนี่หว่า’ เขาคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจมองหาเหยื่อที่คิดว่าเหมาะสมเอาเอง ‘เจอแล้ว!!’
“ยุนโฮ!!” เสียงของจุนซูที่ดังขึ้นทำเอายูชอนประหลาดใจ หันไปมองหน้าคนรักอย่างงงๆ “ถ้านายเรียก นายก็โดนแจจุงอัดจนเละเลยน่ะสิ” คิมจุนซูเฉลย
แหม...รู้ใจกันดีจริงเลย
เสียงเรียกของจุนซูที่ทำเอาแจจุงอยากจะกัดลิ้นตาย
จุนซูที่น่ารัก บทจะร้ายก็เอาคืนเขาได้เจ็บปวดเหลือเกิน
จองยุนโฮสุดหล่อประจำห้องผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคิมแจจุงสุดสวยประจำห้อง เดินตรงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนางฟ้าประจำห้องอย่างคิมจุนซูเรียก
“มีอะไรเหรอจุนซู?” ยุนโฮถามเมื่อเดินมาถึงโต๊ะม้าหินอ่อนก่อนจะหันไปสบสายตาเคียดแค้นของแจจุงอย่างงงๆ
“เอ่อ...ฉันไม่มีอะไรจะพูดหรอก แต่แจจุงมีน่ะ”
ยุนโฮหันไปมองหน้าคนที่ถูกพาดพิง ที่ตอนนี้กำลังก้มหน้ากำมือเสียแน่นเชียว “ว่าไงสุดสวย มีอะไรจะพูดกับฉันเหรอจ้ะ?” จองยุนโฮถามพลางยกคิ้วให้อย่างกวนๆ
“แจจุง...มีอะไรก็พูดไปสิจะได้เสร็จๆ ไป” คนน่ารักเอ่ยย้ำอีกทีก่อนจะเอามือปิดปากหัวเราะอย่างมีความสุข ท่ามกลางหมู่เพื่อนๆ ที่อาการไม่ต่างกัน
“เอ่อ...ฉัน...” คนสวยเกิดอาการสัญญาณติดขัดขึ้นมาทันที นึกอยากก้มกราบขอโทษปาร์คยูชอนและคิมจุนซูกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ดวงตากลมโตเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อนรักหวังจะให้ช่วย แต่สิ่งที่เห็นคือภาพของจุนซูกำลังกลั้นหัวเราะอย่างมีความสุข ทำเอาคนเศร้าเกิดอาการของขึ้นก่อนที่อารมณ์โกรธจะแทรกเข้ามาแทน “ฉันชอบนาย”
คำพูดที่ดูจริงจัง ทำเอาสีหน้าของร่างสูงที่ยืนมองอยู่ถึงกับถอดสี
เสียงหัวเราะที่คาดว่าหน้าจะตามมา แต่กลับกลายเป็นความเงียบกริบ
‘ออด...ด’
เสียงกริ่งดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าหมดเวลาพักเที่ยง คิมแจจุงจัดการเก็บข้าวของปากกาลงกระเป๋า ก่อนจะลุกขึ้นเดินกระแทกเท้าออกไปจากกลุ่มทันที
จุนซูมองหน้ายูชอนเลิ่กลั่ก อากัปกิริยาเมื่อครู่นี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าโกรธ คนหล่อยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปพูดคุยกับยุนโฮเพื่อนร่วมชั้นเรียน
“แจจุงคิดไม่ซื่อกับนายมาตั้งนานแล้ว” ไฟกำลังร้อนต้องราดน้ำมันเข้าไปเยอะๆ
พูดจบก็จูงมือจุนซูจากไปโดยไม่ปล่อยโอกาสให้จุนซูได้พูดความจริง สมาชิกในกลุ่มต่างก็พาเดินหนีออกจากบริเวณนั้นทันทีที่ยูชอนจากไป...
ทิ้งให้ยุนโฮ...ยืนอึ้งอยู่คนเดียว
อาการปากหมาเมื่อครู่หายเป็นเป็นปลิดทิ้ง
.
.
.
“แจจุงอ่า...อย่าโกรธฉันเลยนะ ก็...เล่นขำๆ ไง?” คิมจุนซูพูดง้อเป็นครั้งที่ร้อยตั้งแต่ขึ้นมาบนอาคารเรียน และคำตอบที่ได้คือความเงียบจากคนนั่งข้างๆ “แจจุง...ฉันขอโทษ อย่าโกรธกันสิ”
“......”
“แจจุง...”
“ฉันจะไม่โกรธเลย ถ้ามันไม่ใช่ไอ้บ้าหน้าหมีนั่น” ในที่สุดร่างเล็กที่ถูกง้อมาตลอดคาบเรียนก็ยอมเอ่ยปาก
“น่า...ยุนโฮก็คงรู้อยู่หรอกน่าว่าพูดเล่น” คนน่ารักพูดอย่างเอาใจโดยลืมคิดถึงคำพูดของคนรักเมื่อช่วงเที่ยง
“เออ...ให้มันจริงเหอะ”
“หายโกรธนะ...ไม่โกรธนะ”
ร่างบางพยักหน้าส่งๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจดงานลงสมุดต่อไปโดยมีคิมจุนซูยิ้มอย่างสบายใจจนตาหยีอยู่ข้างๆ
เลิกเรียน...
“เวรทำความสะอาดวันนี้ห้ามโดดนะ...” ชิมชางมินหัวหน้าห้องผู้ซื่อสัตย์พูดขึ้นเมื่อสัญญาณแห่งการปลดปล่อยนักเรียนดังขึ้น “...โดยเฉพาะนายแจจุง” ก่อนจะต่อท้ายประโยคด้วยเสียงอันดังเมื่อเห็นตัวปัญหากำลังทำท่าจะย่องออกจากห้อง
“อะไรอ่า?” คนตัวเล็กหยุดเดินแล้วโวยวาย
“ไม่อะไร ทำไมทั้งนั้น นายต้องอยู่ทำความสะอาด ไม่งั้นโดนหักคะแนนความประพฤติ” พูดจบก็หันไปคว้าสมุดจดคะแนนที่กระเป๋าหลังทำท่าขู่
“เออๆๆ ก็ได้” คนสวยยอมจำนน ก็จะไม่ให้จำนนได้ยังไง คะแนนความประพฤติน่ะถูกหักจนติดลบไปแล้วน่ะสิ - -“
ชาวคณะที่มีเวรทำความสะอาดห้องวันเดียวกันกับคิมแจจุงต่างก็ลงมือเริ่มปัดกวาดเช็ดถูห้องเรียนอย่างขะมักเขม้น บ้างก็ลบกระดาน บ้างก็ปัดหยากไย่ บ้างก็จัดการเก็บขยะใต้โต๊ะเพื่อน...
“เฮ้ย~!” เสียงหนึ่งในบรรดาผู้ทำความสะอาดดังขึ้น
“มีอะไร?” อีกคนที่กำลังกวาดห้องเลิกให้ความสนใจกับพื้นห้องทันที หันไปสนใจกับเรื่องของคนอื่นแทน
“แจจุง...ใต้โต๊ะนายของทำไมเยอะอย่างนี้เนี่ย!!” ในที่สุดเขาคนนั้นก็เฉลยสิ่งที่ตกตะลึงให้เพื่อนๆ ได้รับรู้
ร่างบางกระโดดเหย็งลงมาจากโต๊ะที่ใช้ปีนไปกวาดหยากไย่ “ทำไมล่ะ? แบกหนังสือไปกลับเหนื่อยจะตายชัก”
“แต่มันผิดกฎนะ”
“นายไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอกน่า เอา...ทำไปๆ” ร่างบางพูดอย่างไม่แยแส ก่อนจะจัดการปีนขึ้นไปที่โต๊ะตามเดิม “อย่าพูดมากนะ พวกนายทุกคนเลย” ไม่วายยังเอาไม้กวาดชี้หน้าขู่เพื่อนๆ อีก ก๋ากั่นจริงๆ
ในที่สุดภารกิจที่น่าเบื่อสำหรับแจจุงก็หมดลง เพื่อนๆ ทุกคนต่างพากันทยอยออกจากห้องทีละคนสองคนหลังจากทำความสะอาดเสร็จ
หน้าต่างบานสุดท้ายถูกปิดลงก่อนที่คิมแจจุงจะจัดการปิดประตูห้องเรียน...เป็นอันเสร็จพิธี
“ห้าโมงกว่าล๊ะ...กลับบ้านช้าอีกจนได้” ร่างบางบ่นงุบงิบหลังจากดูนาฬิกาข้อมือ กระชับสายกระเป๋าให้เข้าที่ก่อนจะเดินย่ำลงบันไดทีละสองขั้นอย่างนึกสนุก
เหลืออีกสองขั้นสุดท้ายก่อนจะถึงพื้นดิน คิมแจจุงตัดสินใจกระโดดรอบเดียวก่อนจะดิ่งลงสู่พื้นดินอย่างสวยงาม
“เจ๋งสุดๆ คิคิ” ร่างบางเอามือปิดปากชื่นชมตัวเองอย่างถูกอกถูกใจ
“ประสาท คุยคนเดียวก็เป็นนะ” เสียงแว่วๆ จากข้างหลังทำเอาขาเล็กๆ ที่เดินไม่หยุดต้องสะดุดกึกก่อนจะเหลียวไปมอง
ไอ้บ้าจองยุนโฮ
“กลับบ้านช้าจังเลยนะ” ยุนโฮพูดอีกทีก่อนจะเดินถือกระเป๋าหนังสีดำใบบางเฉียบที่ทำเอาสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันได้ใส่สมุดหนังสือมาเรียนหรือเปล่า เดินตรงมาที่ร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่
“วันนี้เวรฉันทำความสะอาดห้อง หูแตกหรือไงถึงไม่ได้ยินที่ชางมินพูด”
“จุ๊ๆๆ ทำไมพูดไม่เพราะเลยล่ะจ้ะที่รัก”
แจจุงถอยกรูดพร้อมกับทำท่าขยะแขยง “หยี...ไอ้บ้า ใครไปเป็นที่รักนายตอนไหนไม่ทราบ”
“เอ้า...เมื่อตอนเที่ยงนายยังบอกรักฉันอยู่เลย จำไม่ได้หรือไง?” ยุนโฮเองก็ยังคงไม่หยุดทำหน้าตากวนประสาท
“พูดเล่นเฉยๆ” แจจุงตอบ “เลิกเล่นซะทีเหอะ น่าเบื่อ” พูดจบก็กระชับสายกระเป๋าอีกทีก่อนจะหันหลังให้แล้วเดินต่อไป
เสียงยางรองเท้ากระทบกับพื้นเป็นจังหวะก่อนที่เสียงจะเงียบลงเมื่อร่างสูงเจ้าของกระเป๋าแฟบมาหยุดอยู่ตรงหน้า “นายพูดเล่นแต่ฉันคิดจริง”
“จะบ้าเหรอ?!” คนสวยร้องเสียงหลง
“ไม่ได้บ้า...บอกแล้วว่าฉันคิดจริง” จองยุนโฮที่ตอนนี้ไม่ได้ทำหน้าตากวนประสาทเหมือนทุกทีเดินเข้ามาใกล้ร่างบางขึ้นเรื่อยๆ
ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ อย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ และก่อนที่จองยุนโฮจะเข้าใกล้เขาไปมากกว่านี้ มือน้อยๆ ก็ลอยหวือตบเข้าที่กลางใบหูของคนตัวสูงกว่า
“โอ๊ยย!!”
“เลิกเล่นบ้าๆ ซะที!!” คนสวยหยีตาตะโกนเสียงดัง “หลีกไป...ฉันจะกลับบ้าน” พูดจบก็ดันคนตัวโตกว่าให้พ้นทางอีกทีก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าจากไป
จองยุนโฮหนุ่มหน้าหมีคนกวนตีนลูบใบหูป้อยๆ ยังคงไม่ละความพยายาม แบกกระเป๋าแบนเดินตามคนสวยอย่างไม่ลดละโดยไม่สนใจคนสวยที่หันมาด่าด้วยสายตา
“ที่รัก...ให้ฉันไปส่งนะ” ร่างสูงที่เดินตามตลอดทางตั้งแต่อาคารเรียนจนใกล้จะถึงประตูหน้าโรงเรียนพูดขึ้น
ร่างเล็กที่เดินนำอยู่หยุดเดิน ก่อนจะหันหน้ามามองด้วยสายตาที่จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ฉันบอกว่าให้เลิกเล่นซะที!!”
“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ได้ล้อเล่น” ร่างสูงลอยหน้าลอยตาตอบ
“ฮึ้ย!!” เมื่อไม่ได้อย่างใจ คนสวยก็ตัดสินใจหันหลังให้แล้วเดินต่อไปอย่างไม่สนใจเสียงหมาเสียงหมี - -“
แจจุงไม่ปฏิเสธว่ากำลังรู้สึกรำคาญไอ้คนที่มันกำลังเดินตามและยิ้มอย่างกวนตีนข้างหลังคนนี้ อยากจะหันหลังกลับไปต่อยหน้าให้เลิกยิ้มเสียทีเห็นแล้วมันอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้เลย
เขากระแทกตัวนั่งลงบนม้านั่งที่ยื่นออกมาจากสวนหย่อมที่ประตูหน้าโรงเรียน ก่อนที่ยุนโฮจะนั่งลงตาม
“กลับกับฉันดีกว่านะ ตอนนี้เย็นมากแล้วกว่ารถเมล์จะมาก็นาน” พูดเสร็จก็ยิ้มโชว์ฟันอีกที เป็นรอยยิ้มที่ดูกี่ทีแจจุงก็คิดว่ามันถูกปั้นขึ้นเพื่ออวัยวะเบื้องล่างของเขาโดยแท้
“ยุ่ง...นายนี่มัน...น่ารำคาญจริงๆ”
“อยู่ที่ไหน?” ยุนโฮทำหน้าสงสัย
แจจุงเองก็สงสัยไม่แพ้กัน “อะไรของนาย...อยู่ที่ไหนอะไร?”
“ก็ที่นายรำคาญฉันน่ะ รำคาญที่ไหน?”
“......”
“ที่ใจป่าว?” ก่อนจะฉีกยิ้มจนเห็นฟันครบสามสิบสองซี่อย่างภูมิใจที่หลอกล่อคนสวยให้ตกหลุมมุขเสี่ยวของตัวเองได้สำเร็จ
แจจุงที่ยังคงอึ้งกับมุขเสี่ยวระดับประเทศถึงกับอ้าปากค้างอย่างรับไม่ได้ และไม่อาจห้ามใจที่จะกำเศษดินเศษไม้อยู่แถวนั้นมาขว้างใส่หน้าไอ้หมีอ้วนนี่ “หยี...ไอ้หมีมุขเสี่ยวเอ๊ย” พูดจบก็ลุกออกจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปทันที....เพราะรถเมล์มาแล้ว
จองยุนโฮที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “วิ่งหนีอีกตามเคย” ว่าแล้วก็จัดการปัดเศษดินเศษไม้ที่แจจุงตั้งใจขว้างใส่เขาออกจากตัวให้หมดไป พลางนึกขอบคุณคนออกแบบสวนที่ไม่เอาก้อนหินมาวางไว้แถวนี้ ไม่อย่างนั้นหัวเขาได้แตกกันพอดี
.
.
.
“วันนี้ครูจะตรวจหนังสือใครไม่เอาหนังสือมาไปกระโดดตบที่หน้าห้องจนกว่าครูจะพอใจ”
อาจารย์คนแก่ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์พูดขึ้นหลังจากที่นักเรียนบอกทำความเคารพเสร็จเรียบร้อย ร้อยวันพันปีไม่เคยจะตรวจหนังสือ อยู่ดีๆ อยากตรวจก็ตรวจขึ้นมาเฉยๆ เล่นเอาคนที่ไม่เคยมีหนังสือเป็นของตัวเองอย่างแจจุงถึงกับหน้าถอดสี
“นายก็ทำทีเป็นขอไปเข้าห้องน้ำสิ แล้วไปยืมเพื่อนห้องข้างๆ” จุนซูที่นั่งติดกันกระซิบเบาๆ
“ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าครูไม่อนุญาตให้ไปเข้าห้องน้ำ ถ้าอั้นไม่ไหวจริงๆ ให้มันราดอยู่ตรงนี้นี่แหละ จะไปได้ก็ต่อเมื่อครู่ตรวจเสร็จเท่านั้น”
“ซวยเลยแฮะ อาจารย์ดันรู้ทัน” จุนซูหันมายิ้มแห้งให้เพื่อนรักอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้
เขารู้ดีว่าแจจุงไม่เคยมีหนังสือเรียนซักวิชา ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินจะซื้อ แต่ติดที่คนตัวเล็กขี้เกียจหอบเสียมากกว่า เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ม.ต้น ไม่เคยเห็นแจจุงจะลงทุนซื้อหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม จะมีก็แต่ได้รับตกทอดจากคนที่ไปขอยืมแล้วไม่คืนก็เท่านั้น แต่ถ้าหากพูดถึงหนังสือการ์ตูนหรืออะไรไร้สาระละก็ ที่บ้านน่ะมีเป็นตู้เลย
หลังจากที่นั่งกังวลเมื่ออาจารย์ประจำวิชาเริ่มตรวจที่โต๊ะตัวแรกอยู่มุมประตูได้ไม่นาน หนังสือประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกตรวจในอนาคตอันใกล้ก็ถูกวางลงที่โต๊ะของแจจุงอย่างตั้งใจ เจ้าของโต๊ะหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมก๊วนแต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรเพื่อนก็ตอบออกมาก่อน
“ยุนโฮให้เอามาให้” พูดจบก็หันหน้าไปให้ความสนใจกับอาจารย์ตามเคยเพื่อไม่ให้อาจารย์เห็นพิรุธ
แจจุงหันไปมองเจ้าของหนังสือตัวจริงที่นั่งอยู่ข้างหลังห้อง ที่ทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างสูงยังคงนั่งกระดิกเท้าท้าทายรออาจารย์เดินมาตรวจที่โต๊ะของตัวเอง
“หนังสือล่ะยุนโฮ?”
“ไม่มีครับ” เขาตอบอย่างฉะฉาน
“ออกไปข้างนอก”
ยุนโฮปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเชื่อฟัง เสียงเก้าอี้ถูกับพื้นห้องดังเบาๆ ก่อนที่เขาจะเดินออกไปข้างนอก
มีคนตกเป็นเหยื่อจากการไม่เอาหนังสือมาเรียน 10 คน ตอนนี้กำลังกระโดดตบอยู่หน้าห้องอย่างสนุกสนาน(?) แจจุงมองตามร่างสูงที่กำลังกระโดดเหย็งๆ พร้อมกับแหกปากตะโกนนับเลขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 100 ก็แล้ว 200 ก็แล้ว อาจารย์แก่หงั่กคนนั้นก็ไม่ให้พอเสียที
‘ไอ้หน้าหมีนั่น...ก็นิสัยดีเหมือนกันแฮะ’ ดวงตากลมโตกระพริบส่งท้ายก่อนจะหันหน้ากลับมาให้ความสนใจกับกระดานดำตามเดิม
ผลจากการกระโดดตบกว่าครึ่งชั่วโมงที่ยุนโฮเป็นผู้รับโทษหนักที่สุด ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจทราบได้ว่าทำไม ทำเอาเขาแทบจะหมดแรง ร่างกายเหี่ยวแห้งไม่อยากแม้แต่จะลุกไปทานอาหารกลางวันกับผองเพื่อนอย่างเคย
“ดีนะเนี่ยที่เป็นไอ้หมีไปกระโดดตบ ถ้าเป็นฉันฉันตายแน่ๆ” แจจุงพูดกับเพื่อนสนิทอย่างจุนซูขณะที่กำลังนั่งทานอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อย
จุนซูเบ้ปาก “นายนี่ใจร้ายจัง ยุนโฮช่วยนายไว้นะ”
“.......”
“ซื้อน้ำ ซื้อขนม ซื้อข้าวไปให้เค้าด้วยก็แล้วกัน ไม่งั้นฉันจะโกรธนายบ้าง” สั่งยาวเป็นขบวนเสร็จก็เดินถือจานอาหารกลางวันไปเก็บก่อนจะหันมาพูดไม่มีเสียงกับแจจุงที่ยังนั่งทานข้าวไม่เสร็จ อ่านปากได้ความว่า ‘ฉันจะไปหายูชอนที่สนามบาส ตอนบ่ายเจอกันที่ห้องนะ’ บอกภาษาใบ้เสร็จก็รีบวิ่งบึ่งไปที่สนามบาสทันที
หลังจากเหตุการณ์ปากกสยองขวัญคราวนั้น ปาร์คยูชอนและคิมจุนซูจึงปฏิเสธที่จะอยู่ร่วมก๊วนในช่วงพักเที่ยงที่มักจะชวนเล่นอะไรที่ปัญญาอ่อนแต่ก็มักจะมีปัญหาใหญ่ตามมาให้แก้อยู่เสมอๆ เป็นต้นมา
แจจุงกรอกตากับความรักแฟนมากกว่าเพื่อนของเพื่อนสนิท แล้วเดินไปเก็บจานก่อนจะไปซื้อน้ำ ซื้อขนม ซื้อกับข้าวไปให้ร่างสูงที่กำลังนอนสลบอยู่บนห้องตามคำสั่งของเพื่อนรัก
ไม่ได้อยากทำให้หรอกนะ
...จริงๆ
เสียงของหนักกระแทกลงกับโต๊ะทำเอายุนโฮที่กำลังเคลิ้มหลับถึงกับสะดุ้ง มือหนารีบเช็ดปากตามสัญชาตญาณ(ของคนปากห้อย) เพราะกลัวว่าจะมีน้ำตกไหลออกมา ก่อนจะขยี้ตาแรงๆ เมื่อภาพที่เห็นคือแจจุงนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าพร้อมกับถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยของกินมากมาย
“เป็นห่วงฉันล่ะสิ” เมื่อสติกลับคืนเข้าสู่ร่าง ยุนโฮก็นั่งท้าวคางพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ที่ยังไงๆ แจจุงก็รู้สึกว่ามันกวนตีนอยู่ดี
แจจุงไม่ได้ตอบอะไรก่อนจะดันบรรดาเครื่องเซ่นที่เพิ่งซื้อมาไปให้กับคนเพิ่งตื่นนอน
“เยอะขนาดนี้ ฉันกินไม่หมดนะเนี่ย”
แจจุงเบะปาก “ไม่อยากจะเชื่อ อ้วนยังกับหมู หน้าอย่างกับหมีอย่างนายจะกินไม่หมด ฉันคิดว่านายน่าจะไม่อิ่มมากกว่า”
คนถูกด่าไม่ตอบอะไรแต่กลัวหัวเราะเสียงดังลั่นแทน
“หายกันแล้วนะ” แจจุงพูดเบาๆ ในขณะที่ยุนโฮเริ่มทานอาหาร
“เห? หายอะไรเหรอ?”
“กะ...ก็ ที่นายเอาหนังสือประวัติศาสตร์มาให้...เอ่อ...ฉันยืม”
“ที่แท้ก็นายนี่เองที่ขโมยหนังสือฉันไป” เขาพูดแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารตรงหน้าต่อ โดยสนใจอีกคนที่กำลังนั่งปั้นหน้าบูดอยู่ตรงหน้า “ไม่เป็นไรอะไรที่เป็นนายฉันก็ยอมได้อยู่แล้ว”
หลังเลิกเรียน
“กลับก่อนนะแจจุง เจอกันพรุ่งนี้” จุนซูที่กำลังนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันเก่งของปาร์คยูชอน หันมาโบกมือให้กับเพื่อนรักก่อนที่คนรักจะออกรถไป
แจจุงยังคงยิ้มค้างกับภาพตรงหน้าก่อนจะเดินไปหน้าโรงเรียนเพื่อกลับบ้านบ้าง
“หวัดดีคนสวย” เสียงที่จำได้โดยที่ไม่ต้องหันไปมองดังขึ้นอยู่ข้างตัว
“อะไรอีกล๊ะ?”
“กลับกับฉันมั้ย?”
“ไม่” ปากเล็กๆ ตอบออกไปอย่างรวดเร็วอย่างแทบไม่ต้องคิด
“ทำไมล่ะ?” ยุนโฮถามเสียงอ่อยพลางเดินช้าลง
โดยตรงกันข้ามกับแจจุงที่เร่งฝีเท้าขึ้น “ก็ฉันไม่อยากกลับ”
ร่างบางเดินต่อไปก่อนจะหันมามองด้านข้างที่ไม่มีอีกคนเดิมตามอยู่แล้วจึงหยุดและหันหลังไปดู ก็พบว่าไอ้หน้าหมีคนดังกล่าวยืนหน้าบูดอยู่ข้างหลังห่างไปอีกประมาณ 10 เมตรได้
ยุนโฮที่เห็นอีกคนหยุดเดินแล้วก็รีบวิ่งมาหาทันที “ทำไมล่ะแจจุง เราก็เป็นเพื่อนห้องเดียวกันมาตั้งสามปี นายจะพูดดีๆ กับฉันบ้างไม่ได้หรือไง?”
“นายเคยพูดดีกับฉันเมื่อไหร่กัน?”
“โอเค...ขอโทษที่กวนตีนนายมาตลอดละกัน”
“.......”
“ฉันสัญญาว่าจะไม่แกล้ง ไม่ล้อนายอีกก็ได้ มาเริ่มคุยกันดีๆ บ้างเถอะ”
“.......”
“ถ้าเงียบแบบนี้ถือว่าตกลงนะ?” ยุนโฮยิ้มแป้น “ป่ะ...งั้นกลับบ้านด้วยกัน” ไม่พูดเปล่า จัดการลากคนตัวเล็กกว่าที่เดินมาเกินครึ่งทางของทางออกนอกโรงเรียนให้กลับเข้าไปภายในโรงเรียนเพื่อเอารถยนต์
“จะบ้าเหรอ?!” แจจุงร้องเสียงหลงก่อนจะรีบสะบัดข้อมือออกทันที
“เอ้า...ทำไมอีกแล้วล่ะ? ฉันคิดว่านายจะเข้าใจแล้วนะเนี่ย”
ร่างบางผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ “ฉันเข้าใจแล้ว...เข้าใจทุกอย่าง”
“แล้วนายมีปัญหาอะไรอีก”
“...นายก็เข้าไปเอารถคนเดียวสิ ฉันขี้เกียจเดิน” พูดจบก็เบือนหน้าหนีทำทีเป็นหาที่นั่งพักก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณนั้น
ร่างสูงยิ้มรับก่อนจะรีบกลับหลังหันวิ่งหายไปในโรงเรียน
.
.
“ตกลงกันแล้วนะว่าจากนี้ไปจะพูดกันดีๆ...พูดกันภาษาคน” ยุนโฮเอ่ยปากเมื่อรถจอดสนิทอยู่ที่หน้าอาคารที่พักของคนสวย
“เออ”
“ไม่พูดว่า ‘เออ’ ด้วย พูดว่า ‘อืม’ แทน”
“นี่...?!”
“เอ๋? อย่าลืมสิแจจุง เราต้องยุติสงครามประสาทกันนะ”
“เฮ้อ~” คนสวยถอนหายใจ “อืมๆ ถ้านายพูดดีๆ กับฉัน ฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะพูดไม่ดีกับนาย”
“ดีมาก...ขึ้นห้องดีๆ นะ เอ๊ะ! หรือจะให้ฉันไปส่งดี” ไม่พูดเปล่ายุนโฮยังคงทำท่าทางปลดเซฟตี้เบลท์
“ไม่ต้องๆ ขอบใจมาก” พูดจบคนสวยก็รีบลงจากรถแล้วเดินขึ้นหอพักทันที ทิ้งให้ยุนโฮนั่งยิ้มเป็นผีบ้าอยู่บนรถคนเดียว
แจจุงที่เดินกึ่งวิ่งจนมาถึงห้องพักอมยิ้มมาตลอดทางเสียจนเมื่อยแก้ม จะว่าไปที่ผ่านๆ มาที่พูดไม่ดีกับยุนโฮนั้นไม่ใช่เพราะรังเกียจหรือไม่ถูกชะตาอะไรกับเจ้าหน้าหมีนั้นหรอก เพียงแต่ความรู้สึกบางอย่างมันทำให้แจจุงไม่กล้า...ไม่กล้าที่จะใช้คำพูดแบบที่ใช้กับคนอื่นทั่วๆ ไป
ความรู้สึกนั้น...จะเรียกมันว่าอะไรดีล่ะ?
หลังจากที่นั่งยิ้มอยู่บนรถเป็นนานสองนาน ยุนโฮก็ตัดสินใจเหยียบคันเร่งรถยนต์คันเก่งให้พากลับบ้าน ตลอดทางก่อนจะถึงบ้านยุนโฮก็รู้ตัวดีว่าวันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เหตุผล...ที่ได้สงบศึกกับคิมแจจุงตัวแสบประจำห้องได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือตอนนี้...เขามีโอกาสที่จะพิชิตใจคนที่เฝ้าแอบมองมาตลอด 6 ปีแล้วน่ะสิ
แบบนี้...จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ยังไง?
เช้าวันใหม่ในฤดูร้อนแทนที่อากาศจะสดใส แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยความเปียกชื้นของน้ำฝนที่ตกตั้งแต่เมื่อคืนและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย จนทำให้แจจุงที่นั่งทานอาหารเช้าอยู่ริมหน้าต่างมีความคิดที่จะไม่ไปโรงเรียน
‘ออด~’
เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นแจจุงรีบวางช้อนลงก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้แขกที่มาหากันแต่เช้าทั้งๆ ที่ฝนตกหนักขนาดนี้
“หวัดดีตอนฟ้ามืด” ยุนโฮยืนโบกมือค้างอยู่หน้าห้องเอ่ยทักทาย
“มาได้ไง?”
“ขับรถมาน่ะสิ เปียกหมดแล้วไม่ให้เข้าไปในห้องหน่อยเหรอ?”
แจจุงมองซ้ายทีขวาทีอย่างงงๆ “เอ่อ...เข้ามาข้างในก่อนสิ”
คนถูกเชิญที่เฝ้ารอคำชวนอยู่นานแล้วไม่ขัดศรัทธา รีบเดินข้ามให้พ้นธรณีประตูอย่างรวดเร็วก่อนจะจัดการเก็บรองเท้าเข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างๆ ข้างๆ เจ้าของห้อง
“นี่จะแปดโมงแล้วยังกินข้าวไม่เสร็จอีก”
“กะจะไม่ไปแล้วฝนตกหนักแบบนี้ไปก็ได้ง่วงตายกันพอดี”
“ไม่เอาน่า...ฉันอุตส่าห์มารับนะ” ยุนโฮท้วง
“ก็ไม่ได้โทรให้ออกมารับเสียหน่อย” คนตัวเล็กกว่าเถียงกลับอย่างเคยชินก่อนจะหันไปสนใจกับอาหารต่อโดยไม่สนใจเวลา
ตั้งแต่วันนั้นที่ยอมสงบศึกกันอย่างสันติ ทั้งยุนโฮและแจจุงก็ดูเข้ากันได้ดีจนเพื่อนในห้องต่างก็ประหลาดใจ สนิทสนมกันอย่างรวดเร็วจนเพื่อนสนิทอย่างยูชอนและจุนซูถูกลืมไปหลายต่อหลายครั้ง
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ยุนโฮและแจจุงต่างก็รู้ตัวว่าชอบอีกฝ่าย แต่ก็ได้แต่รอให้อีกคนเอ่ยปากออกมาก่อน
“ถ้านายไม่ไปเรียน ฉันก็จะไม่ไป”
“เอ้า...ไอ้บ้านี่ นายมาเกี่ยวอะไรกับฉันเนี่ย?! ก็ไปเรียนดิ” แจจุงโวยวายหลังจากได้ยินคำประกาศิตจากยุนโฮที่ตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนรักอีกคน
“ไม่ ถ้านายไม่ไปฉันก็ไม่ไป”
“......”
“ไปดุหนังกันเหอะนะถ้างั้น” ร่างสูงดีดนิ้วเปาะกับความคิดอันแสนชาญฉลาดของตัวเอง
“แล้วจะทำอะไรต่อ?”
“ไม่รู้...ก็ดูหนังทั้งวันเลยเป็นไง ดูจบเรื่องนั้นก็ต่อเรื่องนี้”
คิมแจจุงทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก “เอางั้นก็ได้ แต่รอให้ฝนหยุดก่อนละกัน ฉันไม่ชอบความรู้สึกตอนตัวเปียกเท่าไหร่”
พูดจบก็ลุกออกจากเก้าอี้ จัดแจงล้างถ้วยอาหารเช้าก่อนจะปีนขึ้นเตียงนอนอย่างสบายอารมณ์
“นายตัดสินใจโดดเรียนง่ายๆ อย่างนี้เลยรึไง?” ยุนโฮที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนตัวมาถาม
แจจุงยักคิ้วให้ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ
เวลาล่วงเลยมาจนบ่ายแสงแดดที่แผดเผาอยู่ข้างนอกสะท้อนกลับเข้ามาในห้องทำเอาเจ้าของห้องที่ตัดสินใจโดดเรียนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะพบว่าที่ใต้ตีนของตัวเองมีไอ้หน้าหมีนอนอยู่
ขาเล็กๆ จัดการถีบเบาๆ เข้าที่กลางลำตัวของคนตัวใหญ่กว่า “นี่...ตื่น ไหนว่าจะไปดูหนังไง?”
ยุนโฮค่อยๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะพลิกข้อมือดูนาฬิกา “หลับเป็นตายจนบ่ายเลยนะเนี่ย”
“‘ดูหนังทั้งวันเลยเป็นไง ดูจบเรื่องนั้นก็ต่อเรื่องนี้’ ขี้โม้” แจจุงล้อเลียนบทสนทนาที่ก่อนหน้านี้ยุนโฮเป็นคนพูด
“นายทำอย่างกับว่านายรู้สึกตัวตั้งนานแล้วงั้นแหละ”
“แล้วใครใช้ให้นายนอนไม่ทราบ”
เจอประโยคนี้เข้าไป ยุนโฮเองก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี เขาจึงทำได้แค่เบะปากให้เจ้าของห้องก่อนจะลุกออกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ
ไม่นานคนตัวสูงที่เดินเข้าไปในห้องน้ำก็ออกมาพร้อมกับใบหน้าและตัวที่เปียกไปด้วยน้ำ
“อยากอาบน้ำคราวหน้าก็ขอผ้าเช็ดตัวดีๆ สิ” แจจุงที่ยังคงนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงเอ่ยแซว
ยุนโฮทำได้เพียงยิ้มแห้งก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเตียงเดียวกับคนตัวเล็กกว่า “เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยกัดกันเหมือนแต่ก่อนเลยเนอะ” ยุนโฮพูด
“ทำไมอยากโดนกัดหรือไง?” ร่างเล็กถามพลางแยกเขี้ยว
“...ก็เปล่า” พูดจบก็เงยหน้ามองเพดาน จนแจจุงเองต้องมองตาม
‘ข้างบนนั้นมันมีอะไรวะ?’
“มันแปลกๆ ว่ามั้ย?”
“แปลกอะไร?”
“แปลกที่ว่า คนที่ไม่ถูกกันอย่างเราสองคน...ทำไมมันถึงได้จูนกันง่ายอย่างนี้น่ะสิ”
คำถามที่ทำเอาเจ้าของห้องที่เก่งไปซะทุกเรื่องถึงกับหน้าแดง “เมาขี้ตารึไง?”
“เปล่า...นายไม่สงสัยรึไงล่ะ ว่าทำไมเราสนิทกันง่ายขนาดนี้”
“นายไปลื่นล้มในห้องน้ำรึเปล่าเนี่ย...พูดจาบ้าๆ” เป็นอีกครั้งที่แจจุงหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม
ยุนโฮก้มหน้าแอบยิ้ม “ไม่ได้ลื่นล้ม ไม่ได้เมาขี้ตา แต่เหมือน...จะเมารักนะ”
“เฮ้ย! ไอ้บ้า ไอ้ประสาท น้ำที่ใช้ล้างหน้ามันเป็นเหล้ารึไงวะ? เมาแล้วเหรอ?” คนแถเก่งอย่างแจจุงยังคงไม่ละความพยายามที่จะเปลี่ยนประเด็นการสารภาพรักไปได้ง่ายๆ
ยุนโฮยิ้มอีกที “ฉันก็ไม่รู้ว่าน้ำนั้นมันเป็นเหล้ารึเปล่า รู้แต่ว่ามันหวาน”
แจจุงถอนหายใจ “งั้นนายก็กินน้ำส้วมแล้วแหละ เมื่อวานฉันเติมน้ำตาลลงไป”
“ฮ่าๆๆ!!” คำตอบที่ไม่คาดคิดเรียกเสียงหัวเราะจากยุนโฮได้เป็นอย่างดี หลังจากการพยายามไม่หัวเราะมานานสุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว จัดการระเบิดเสียงหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง ทำเอาคนที่คอยตอบกวนตีนอย่างแจจุงหน้าแดงด้วยความโกรธ
...โกรธทำไม?
“นายจะขำอะไรนักหนาเนี่ย?!” แจจุงตะโกนเสียงดังหลังจากปล่อยให้ยุนโฮนั่งหัวเราะคนเดียวไปเกือบสองนาที
“ขำนายนั่นแหละ...ไปได้เรื่อยเลยนะ” ยุนโฮตอบก่อนจะค่อยๆ ผ่อนเสียงหัวเราะลง “ล้อเล่นน่า...คิดมากไปได้” พูดจบก็เอามือขยี้หัวคนตัวเล็กกว่าเบาๆ
ล้อเล่นเหรอ?
ที่พูดมาเหมือนจะสารภาพรักเมื่อกี้...ล้อเล่นเหรอ?
คำพูดที่ใช้ปลอบใจแจจุง กลับทำให้แจจุงรู้สึกหายใจไม่ค่อยออกอย่างน่าประหลาด คับแน่นในอกแล้วก็แสบตา แจจุงปัดมือคนที่กำลังลูบหัวออก
“ทำยังกับฉันเป็นเด็กๆ ไปได้ หลบไปจะไปเข้าห้องน้ำ” แจจุงลุกออกจากเตียงอย่างรวดเร็วก่อนจะกระแทกประตูห้องน้ำเสียงดังจนยุนโฮที่กำลังอมยิ้มอยู่ถึงกับสะดุ้ง
ร่างเล็กที่หายเข้าไปในห้องน้ำเสียนานยอมเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพที่ไม่แตกต่างจากยุนโฮในตอนแรก เสื้อผ้า หน้าผม ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ
“อยากอาบน้ำทำไมไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวดีๆ ล่ะ?” ยุนโฮยอกย้อนด้วยประโยคเดิม ทำเอาคนตัวเล็กกว่าค้อนขวับ
“นายหาอะไรน่ะ?” แจจุงที่กำลังค้อนอยู่ถามขึ้น เมื่อเห็นยุนโฮกำลังค้น กำลังรื้อข้าวของภายในห้องของเขาอยู่
“ปากกา”
ได้รับคำตอบ แจจุงก็ก้าวเท้าไปที่กระเป๋านักเรียนใบเก่งก่อนจะหยิบถุงดินสอออกมาแล้วยื่นให้ยุนโฮ
“แท่งไหน?” คนรับถุงดินสอถาม
“แท่งไหนอะไร? แท่งไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ” แจจุงตอบกลับอย่างอารมณ์เสีย นี่ในหัวไอ้หน้าหมีนี่มีแต่เครื่องหมายคำถามหรือไง ถามได้เก่งจริงๆ
“ฉันหมายถึงแท่งไหนที่นายใช้เล่นเกมหมุนปากกาเมื่อตอนกลางวันนั่น”
แจจุงขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ให้ทีก่อนจะแย่งกระเป๋ามาแล้วควานหาปากกาแลนเซอร์สีน้ำเงินเพียงแท่งเดียวที่เขียนไม่ออกแล้ว และยื่นให้คนถาม “มันเขียนไม่ออกหรอกนะ”
“ก็ไม่ได้เอาไปเขียนนี่”
“แล้วเอาไปทำบ้าอะไร?”
“แล้วนายล่ะ เก็บไว้ทำบ้าอะไร?” ยุนโฮถามกลับ ทำเอาแจจุงคิดคำตอบไม่ทัน
“...ปากกาฉัน ฉันจะเก็บไว้แล้วมันหนักหัวใครล่ะ?”
“ขอนะ...”
“...ประสาท”
“ประสาทอะไร? สมองน่ะยังทำงานดีอยู่เลย แต่หัวใจดูท่าจะมีปัญหา” หยอดมุกเสี่ยวให้อีกทีเพื่อเรียกเลือดฝาดบนใบหน้าของคนตัวเล็ก
“น...นะ...นี...เลิกเล่นบ้าๆ ซะทีได้มั้ย?” แจจุงพูดตะกุกตะกัก
“ไม่ได้พูดเล่น ฉันพูดจริงๆ”
“กลับบ้านไปเลยไป วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์ไปดูหนังแล้ว” พูดจบก็หันหนีอีกทีแต่โชคร้ายที่ยุนโฮคว้าไว้ได้ก่อน
“ไม่กลับ”
“เออ...ไม่กลับก็อยู่นี่แหละ” คนถูกแกล้งตอบอย่างหัวเสียก่อนจะพยายามสะบัดตัวให้ออกจากแรงเกาะกุมของอีกฝ่าย
“ปากกาน่ะ...ขอนะ”
“จะเอาไปทำไม?”
“เอาไปบูชา”
“......”
“เพราะถ้าไม่มีปากกาแท่งนี้...ฉันกับนายอาจจะไม่ได้คุยกันดีๆ แบบนี้ก็ได้”
“ที่คุยกันทุกวันนี้เนี่ยนะ คุยดีๆ? ...บ้ารึเปล่าเนี่ย ปล่อยนะโว้ย!!” แจจุงยังคงไม่ละความพยายามที่จะดิ้นออกจากมือของอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ใบหน้ายังร้อนผ่าว
“เพราะถ้าไม่มีปากกาแท่งนี้...ฉันกับนายอาจจะไม่สนิทกันอย่างทุกวันนี้ก็ได้” ยุนโฮเองก็ยังคงพร่ำไม่หยุด
“ปล่อยนะ!!” แจจุงยังคงดิ้นอยู่แต่ก็น้อยลงกว่าเดิม
“เพราะถ้าไม่มีปากกาแท่งนี้...ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าฉันชอบนาย”
“......” คำพูดที่ทำเอาร่างเล็กเงียบพร้อมกับหยุดความพยายามที่จะออกจากมือปลาหมี เอ๊ย! ปลาหมึก
“เพราะถ้าไม่มีปากกาแท่งนี้...ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่านายก็ชอบฉัน...เหมือนกัน” ยุนโฮพูดเดาไปสุ่มสี่สุ่มห้า สุ่มเจ็ดสุ่มแปด (จำมาจากวงษ์คำเหลา 55) แต่คำพูดนั้นก็ทำให้แจจุงที่นิ่งเป็นหุ่นถึงกับหน้าแดงเป็นรอบที่ร้อยของวัน
“......”
“ใช่รึเปล่า?”
“......”
“แจจุง...ใช่รึเปล่า?” ถามย้ำอีกที
“ใช่บ้า ใช่บออะไรเล่า ปล่อยฉันนะ” พูดจบก็ออกแรงสะบัดอีกที
ยุนโฮยอมปล่อยให้คนปากแข็งออกจากมือแต่โดยดี ทำเอาคนที่กำลังดิ้นขลุกขลักถึงกับเซ
“จะปล่อยก็บอกก่อนเซ่” ร่างเล็กบ่น
“ปล่อยก็บ่น ไม่ปล่อยก็บ่น นายนี่จะเอายังไงกันแน่” ยุนโฮถามพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม “จูบดีมั้ย?”
“ลองดูสิ ฉันถีบนายเข้ากำแพงแน่”
“ฮ่าๆ ไม่ทำก็ได้ แต่นายก็ตอบฉันมาก่อนสิ ที่ฉันถามไปน่ะ”
“ถามอะไร” เข้าโหมดอารมณ์เสียทีไร โหมดปลาทองเข้าแทรกทุกที
“ที่ว่า...นายน่ะ ชอบฉันรึเปล่า?”
...ไม่น่าถามกลับมันเล้ย คิมแจจุงอยากทึ้งหัวตัวเองแรงๆ ร่างเล็กๆที่ยืนอยู่ถึงกับต้องหันหน้าหนีหลบสายตาที่จ้องอย่างเอาเป็นเอาตายคู่นั้น “กลับบ้านไปได้แล้ว ไป” แจจุงไม่ตอบคำถามพลางเอามือดันคนตัวใหญ่กว่าออกไปจากห้อง
แต่ดูจะไม่เป็นผล
เพราะถึงแม้จะออกแรงทำให้ยุนโฮเคลื่อนออกจากจุดที่กำลังยืนอยู่ได้ แต่ยุนโฮเองก็ไม่ได้ยอมเดินไปทางประตู กับเดินวนเวียนอยู่ในห้องให้คนตัวเล็กต้องออกแรงอย่างเหนื่อยอ่อน
“แล้วนายจะมาเดินวนเล่นรีรีข้าวสารในห้องฉันทำไมเนี่ย?”
“แล้วทำไมนายไม่ตอบฉันก่อนล่ะ แค่ตอบมาฉันก็จะกลับ ...คำตอบไหนก็ได้” ประโยคหลังยุนโฮเพียงแค่พูดออกมาเบาๆ เท่านั้น
“กลับบ้านไป” แจจุงที่กำลังออกแรงดันคนตัวโตกว่าเองก็ยังคงหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรืออายกันแน่
“นายก็ตอบมาก่อนสิ”
“......”
“แจจุง” ยุนโฮเอ่ยเรียกอย่างอ่อนแรง
“ฉัน...ไม่ได้ชอบนาย....” ร่างเล็กตอบพร้อมกับหยุดดันยุนโฮ “...ถ้าฉันตอบแบบนี้นายจะเชื่อฉันมั้ยล่ะ ไอ้บ้า!” ตะคอกใส่เสียงดังก่อนรัวกำปั้นใส่อกคนหล่อไม่ยั้งแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในห้องน้ำแหล่งกบดานประจำ
ปล่อยให้ยุนโฮยืนยิ้มให้กับประตูห้องน้ำอยู่ตรงหน้าทีวีคนเดียว
“แค่ตอบมาตรงๆ แค่นี้ ฉันก็ยอมกลับบ้านแล้ว...กลับล่ะนะ” ยุนโฮตะโกนคุยกับแจจุงที่ยังคงอยู่ในห้องน้ำอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหมุนลูกบิดประตู
“เดี๋ยว” ร่างเล็กรีบผลุนผลันออกจากห้องน้ำ
“......”
“...ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ อยู่ทำบายศรีให้ปากกาแท่งนั้นก่อนสิ”
.FIN.