{fic} Busy Business (3)

posted on 23 May 2011 21:58 by tangmoez in Fiction-BusyBusiness

Title: Busy Business
Paring: Yunho x Jaejoong . Yoochun x Junsu . xxx
Rate: PG
Warning: เรื่อง นี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล มีเจตนาเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น เนื้อหาเป็นแนว Boy's Love หรือ yaoi อาจมี คำไม่สุภาพที่สร้างความไม่พอใจ ขัดเคืองใจให้กับท่านผู้อ่านได้ หากท่านผู้อ่านท่านใดมีความชอบที่แตกต่างกัน ขอให้ปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

 

Busy Business...

 

 

แจจุงหอมแก้มแม่ของเขาเร็วกว่าทุกวัน เพราะแจจุงไม่มีรถขับเหมือนทุกวัน เขาจึงต้องทำทุกอย่างให้รวดเร็วขึ้นเพื่อที่จะเข้างานตามเวลาปกติ คุณแม่ยิ้มอย่างใจดีเมื่อแจจุงโบกมือลาพร้อมกับกล่องอาหารเช้า เมื่อปิดประตูบ้านแล้วแจจุงก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นรถยนต์คันหรูกับชายหนุ่มรูปหล่อที่ยืนพิงรถอยู่ราวกับหลุดออกมาจากแมกกาซีน

 

“ผมคิดว่าจะมาไม่ทันคุณแจจุงซะอีก” ยุนโฮบอก ซึ่งแจจุงก็ยิ้มรับแบบงงๆ “คุณแจจุงไปทำงานเช้าจังเลยนะครับ”

 

“เอ่อ…ปกติก็ไม่เร็วเท่านี้หรอกครับ เพียงแต่ไม่มีรถใช้ต้องเผื่อเวลารอรถเมล์ด้วย” แจจุงตอบซื่อๆ แต่ยุนโฮหัวเราะร่า

 

“อ่า…ความผิดผมงั้นสิ?”

 

“……”

 

“ไปทำงานกันเถอะครับเดี๋ยวผมไปส่ง”

 

แจจุงทำท่าคิดอยู่ประมาณสามสิบวินาทีก่อนจะยอมขึ้นรถ

 

ที่ยอมง่ายๆ แบบนี้เพราะแจจุงนึกถึงคำพูดของแม่เขาเมื่อคืนเมื่อเขาเล่าเรื่องเจ้านายให้ฟัง แม่ของเขาบอกไว้ว่า คนประเภทนี้ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ บางทีถ้ายอมทำตามที่เขาบอกง่ายๆ ไม่ขัด เดี๋ยวเขาก็คงจะเบื่อและเลิกตามไปเอง…

 

ซึ่งแจจุงก็ยอมขึ้นรถง่ายเสียจนยุนโฮยังแปลกใจ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ยุนโฮรู้เบื่อหรืออะไรซักนิด เขากับคิดตรงกันข้ามว่าแจจุงเป็นคนแปลกและยิ่งน่าค้นหากว่าเดิม

 

“ทำไมวันนี้ถึงยอมมากับผมง่ายๆ ล่ะครับ?” เขาถาม

 

“ไม่ดีเหรอครับ?” แจจุงย้อนก่อนจะพูดต่อ “ก็ไม่อยากไปทำงานสายน่ะครับ ผมต้องทำเป็นตัวอย่างให้พนักงานคนอื่นในแผนกเขาเห็นจะได้ทำตามๆ กัน”

 

ยุนโฮพยักหน้ารับรู้อย่างไม่เอะใจอะไร

 

เขาไม่ได้ขับไปตามทางที่จะไปบริษัทแต่กลับจอดรถแวะที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง… เขายิ้มหวานให้แจจุงทีหนึ่งก่อนดับเครื่องยนต์ แจจุงก็ได้แต่ถอนหายใจและเปิดประตูรถตามลงไป

 

“ผมรีบออกมามากจนยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย” ยุนโฮรีบแก้ตัว

 

“ครับ…ไม่มีปัญหา”

 

ยุนโฮสั่งอาหารเช้าที่ทานง่ายๆ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเขาใช้เวลามากเกินไปอาจจะทำให้แจจุงไม่พอใจเขาก็เป็นได้ โดยระหว่างนี้แจจุงก็นั่งทานอาหารเช้าที่ห่อมาเองอย่างสบายใจ โดยทุกอิริยาบถของร่างเล็กก็อยู่ในสายตาและความทรงจำของยุนโฮ

 

“คุณแจจุงทำเองเหรอครับ?” ยุนโฮชวนคุยบ้างเมื่อเห็นเงียบๆ กันไป

 

“อ้อ…ครับ”

 

“คงจะดีนะครับถ้าผมจะมีโอกาสได้ทานอาหารเช้าฝีมือคุณแจจุงบ้าง” ว่าแล้วยุนโฮก็หยอดทีนึงก่อนจะนั่งจ้องหน้าแจจุงอย่างมีพิรุธ

 

“นี่ครับ!” แต่อีกคนไม่ได้สนใจอะไร หยิบอาหารในกล่องยื่นให้ยุนโฮอย่างใจดี “ตามสบายเลยครับถ้าไม่รังเกียจ”

 

คนเจ้าชู้อย่างยุนโฮได้แต่ยิ้มแห้งก่อนจะยื่นมือไปรับอาหารเช้าที่แจจุงยื่นมาให้อย่างเสียไม่ได้ “อร่อยครับ…อร่อย” เขาย้ำ

 

แต่แจจุงไม่ได้พูดอะไรต่อยุนโฮจึงต้องจำยอมนั่งทานโจ๊กในถ้วยของตัวเองให้หมดไปตามหน้าที่

 

 

รถยนต์คันหรูจอดลงที่ตำแหน่งเดิม แจจุงยังคงเป็นแจจุงที่น่ารัก ง่ายๆ และไม่หยิ่งอย่างที่แม่สอนไว้ไม่เปลี่ยน ร่างเล็กนั่งอยู่บนรถรอจนกระทั่งยุนโฮดับเครื่องยนต์สนิทแล้วจึงถอดเข็มขัดนิรภัยของตนเองออก เพราะถ้าเป็นเมื่อครั้งก่อนแจจุงคงพร้อมที่จะลงจากรถทุกเมื่อ

 

“ขอบคุณคุณยุนโฮมากนะครับ” แจจุงยิ้มหวาน

 

“ด้วยความยินดีครับ” เขาตอบกลับ “แล้วมื้อ…”

 

“…เข้างานทันเวลาปกติเลยครับ”

 

“…ครับ” ยุนโฮยิ้มรับ

 

“ถ้าอย่างนั้นผม…ขอตัวก่อนนะครับ”

 

ร่างสูงยิ้มอีกทีก่อนจะยอมปล่อยให้แจจุงลงจากรถไปง่ายๆ บ้าง

 

…ก็ถึงว่าทำไมแจจุงดูแปลกๆ ไป ใจหนึ่งก็อยากเข้าข้างตัวเองว่าแจจุงคงจะเริ่มสนใจเขาบ้างแล้ว และก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปตลอดถ้าหากเมื่อครู่คนสวยของเขาไม่รีบพูดขัดขึ้นมาก่อนตอนที่เขากำลังจะชวนไปทานอาหารด้วยกันอีกครั้งในตอนเที่ยง -- ความรู้สึกแบบนี้ที่ยุนโฮแทบจะไม่เคยสัมผัสมันมาก่อนยิ่งทำให้เขารู้สึกให้ความสนใจในตัวพนักงานที่ชื่อ คิมแจจุง นี้มากยิ่งขึ้น…

 

 

แจจุงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตระหว่างที่กำลังจะเดินจากที่จอดรถไปขึ้นลิฟต์ ในใจก็นึกถึงคำพูดของแม่ก่อนจะบ่นออกมาเป็นเสียงเบาๆ ที่จับใจความได้ว่า “ขอโทษนะครับแม่แต่ผมพยายามได้เท่านี้จริงๆ”

 

แจจุงเดินเข้าแผนกด้วยท่าทางปกติเหมือนอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวันเป็นเวลาสามปี แต่สิ่งที่ดูแปลกไปก็คงจะเป็นมื้อเช้าของเขา ที่ไม่ได้หยิบขึ้นมาทานอย่างที่หลายคนคุ้นตากัน

 

“ทำไมพี่แจจุงไม่ทานข้าวล่ะคะ?” โบยองถาม

 

“ไม่สบายรึป่าวคะ?” มินยองถามบ้าง

 

“พอดี…ทานมาแล้วน่ะ”

 

“หือ? กินมาแล้วแล้วถือกล่องข้าวเข้ามาทำไมอ่ะ?” จุนซูที่เข้ามาในแผนกได้ยินพอดีถามบ้าง

 

“เรื่องมันยาว” แจจุงตอบปัดๆ ก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะและวางกล่องอาหารเช้าที่ทานหมดแล้วไว้ที่ชั้นด้านหลัง “ก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศที่กินข้าวเช้าบ้างนี่นา” ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อให้เป็นเรื่องตลกแทน และดูเหมือนจะได้ผลกับทุกคนแต่ยกเว้นจุนซู ทันทีที่คนอื่นๆ ในแผนกหันหลังให้แจจุงและไปให้ความสนใจกับงานของตัวเอง ตอนนั้นเองที่จุนซูรีบเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแจจุงเพื่อสอบปากคำ

 

“เรื่องมันยาวก็เล่ามา...ฉันมีเวลาฟังนายทั้งวัน”

 

“เมื่อวานนี้คุณยุนโฮไปส่งและก็ไปรับฉันที่บ้านเลยแวะทานข้าวเช้ากัน…เท่านี้แหละ”

 

“โป๊ะเช๊ะ!” จุนซูดีดนิ้วเปาะ

 

“โป๊ะเช๊ะอะไรของนาย?”

 

“คุณยุนโฮชอบนายแน่ๆ”

 

“ไร้สาระน่าจุนซู” แจจุงแค่นหัวเราะแต่ถึงอย่างนั้นแจจุงก็รู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นแรงผิดปกติเมื่อรู้ว่าคนรอบข้างก็รู้สึกได้จากการกระทำของยุนโฮ

 

“จริงๆ นะ!” จุนซูยังยืนยัน “ไม่อย่างนั้นจะอาสาไปส่งนายทำไม ชวนนายไปนั่งรถคันเดียวกันทำไม ... น่าสงสัยๆ”

 

“........”

 

“แต่คนอย่างคุณยุนโฮน่ะ... ร้ายไม่เบานะจะบอกให้” เพื่อนรักกระซิบ

 

แจจุงถอนหายใจ “ฉันก็รู้เรื่องของเขาไม่แพ้นายหรอกน่า”

 

“อื้ม…รู้แล้วก็ดี จำไว้แม่นๆ ด้วยยิ่งดีใหญ่ คุณยุนโฮน่ะควงหญิงไม่เคยซ้ำหน้า อยู่กับใครได้ไม่นานหรอกนายอย่าไปหลงกลเขาเชียว”

 

“คร้าบบบบบบบบบบ” แจจุงลากเสียงยาวก่อนจะหัวเราะกับท่าทางจริงจังเกินเหตุของจุนซู “ไปทำงานเหอะน่า”

 

จุนซูเบะปากก่อนจะยอมเดินหันหลังไปตามคำสั่งของคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า “คอยดูเถ้อะ…อย่ามาขอให้ฉันช่วยก็แล้วกัน” ร่างอวบๆ ยังคงบ่นเป็นแค้นฝังหุ่น

 

 

แจจุงยุ่งอยู่กับการคิดหาโปรเจคใหม่สำหรับวันเด็กที่ใกล้จะมาถึง รายงานมากมายที่ได้จากแบบสอบถามทางอินเตอร์เน็ตของลูกค้าถูกกองอยู่บนโต๊ะ ซึ่งแจจุงก็นั่งอ่านอย่างละเอียดชนิดที่ว่าไม่ให้หลุดรอดสายตาไปแม้แต่แผ่นเดียว ใบหน้าขาวใสตัดกับกรอบแว่นสีดำดูขะมักเขม้นจนบรรดาพนักงานในแผนกพากันซีเรียสไปตามๆ กัน

 

“ไม่ต้องจริงจังให้มันมากก็ได้นะแจจุง!” จุนซูตะโกนข้ามฉากกั้นเข้ามาในห้อง ทำให้แจจุงละสายตาออกจากกระดาษเป็นครั้งแรกในรอบบ่าย

 

“อยากรีบๆ ทำให้มันเสร็จพรุ่งนี้จะได้เอาไปนำเสนอ” แจจุงบอกและก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ

 

“ทำไมนายถึงคิดว่ากระดาษพวกนั้นดีกว่าความคิดของคนในห้องนี้ล่ะ

 

“หือ?”

 

“พวกฉันก็มีไอเดียเสนอเหมือนกันนะ” จุนซูพูดอีกรอบ “มันอาจจะไม่ตรงใจลูกค้าทุกคน แต่ก็แน่นอนว่านายก็ไม่สามารถเอาความเห็นของลูกค้าทุกคนมารวมกันเป็นงานชิ้นเดียวได้หรอก”

 

“เอาให้ตรงประเด็นเลยดีกว่าจุนซู” แจจุงยิ้มบางๆ กับคำพูดของเพื่อนช่างพูด เป็นที่รู้ดีว่าจุนซูไอเดียบรรเจิดยิ่งกว่าใครๆ แต่กว่าจะพูดให้เข้าประเด็นได้นั้นใช้เวลามากเกิน

 

จุนซูทำหน้าดุใส่นิดหน่อยก่อนจะพูดต่อ “จากที่คุยกับนายมาหลายวันแล้วฉันขอเสนอ…ครอสสอนภาษาอังกฤษเป็นไง?” แจจุงขมวดคิ้ว “เราก็ทำให้มันแตกต่างมากขึ้นโดยไปจัดงานนอกสถานที่ อาจจะเป็นโรงแรมในเครือของบริษัทก็ได้ แล้วก็ทำเป็นโปรโมชั่นสำหรับสมาชิกแต่ละระดับ…ได้กำไรทั้งขึ้นทั้งล่อง แมะ…ฉันนี่น่าจะไปเป็นผู้บริหารได้เลยนะ” แล้วก็หัวเราะกับความคิดตัวเองอย่างมีความสุข

 

“น่าสนใจนะ” แจจุงยอมรับ “แต่ครอสสอนภาษาอังกฤษเหรอ? มันจะดูจริงจังไปมั้ยอ่ะ?”

 

“งั้น…ก็เปลี่ยนเป็นครอสสอนศิลปะแทนสิ ความงามอยู่ที่จิตวิญญาณ~~” จุนซูทำท่าล้อเลียน

 

“ขอบคุณนะจุนซู นายช่วยฉันตลอด”

 

“ฉันช่วยนายตลอด แต่ตรงกันข้ามนายกลับไม่เคยขอความช่วยเหลือจากฉันเลย … ฉันก็เป็นคนเสนอเองตลอดนะ”

 

“ก็เกรงใจนี่งานนายเยอะจะตายไป”

 

“รู้แล้วก็ดี!” จุนซูตีหน้าเครียด “สิ้นเดือนก็ขอโบนัสเพิ่มด้วยละกัน” เขาตีคิ้วให้แจจุงทีนึงก่อนจะหันไปสนใจกับงานที่กองอยู่บนโต๊ะต่ะ แจจุงลงมือจดไอเดียต่างๆ ทั้งที่จุนซูเสนอและความคิดเห็นของลูกค้าลงบนสมุดโน้ตเล่มหนา ก่อนจะหันไปจริงจังกับกองเอกสารบนโต๊ะอีกรอบถึงแม้จะมีโปรเจคที่เป็นที่หนึ่งในใจอยู่แล้วก็ตาม

 

วันนั้นทั้งวันแจจุงไม่ถูกรบกวนจากยุนโฮเลย ทั้งตอนกลางวันที่ออกไปทานข้าวพร้อมกับยูชอนและจุนซู รวมถึงตอนกลับบ้านที่เขาพยายามจะหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์เพราะกลัวว่าจะบังเอิญเจอกับหัวหน้าจอมเจ้าชู้ ลึกๆ แล้วแจจุงเองก็ไม่มั่นใจว่าเขารู้สึกดีใจหรือรู้สึกผิดหวังกันแน่ที่ไม่เจอยุนโฮ

 

“ก็ดีแล้วนี่…” แจจุงพูดกับตัวเอง “จริงอย่างที่แม่บอกเลย”

 

 

เมื่อแจจุงกลับมาถึงบ้านก็พบว่าแม่ของเขานั่งดูโทรทัศน์อยู่ ร่างเล็กๆ ค่อยๆ ย่องเข้าไปก่อนจะขโมยหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่

 

“ตายละ…ตกใจหมดเลย” คุณแม่เอามือนาบอก ปากรำพึงรำพันหาพระผู้เป็นเจ้าไม่หยุด

 

“………” ลูกชายยิ้มกว้างไม่พูดไม่จา

 

“อย่าทำแบบนี้อีกเชียว!” ถึงจะทำเสียงดุแต่แววตาก็ไม่ได้ดุตาม แจจุงยิ้มกว้างไม่หือไม่อือ “กินอะไรมารึยังล่ะ?”

 

“ยังเลยฮะ หิวจะแย่” พูดจบก็ทำปากยื่น

 

“โตจนป่านนี้แล้วเลิกทำท่าแบบนี้ซะที แล้วพ่อหัวหน้านั่นไม่พาไปทานข้าวเย็นหรือไง?”

 

แจจุงสั่นหัวดิ๊กๆ “สงสัยวิธีแม่จะใช้ได้ผลฮะ เขาเลิกยุ่งกับผมแล้ว”

 

“แอบเสียใจมั้ยเนี่ย?”

 

“ป่าวนะฮะแม่” แจจุงปฏิเสธพัลวัน

 

“ก็ดีแล้ว” เหมือนแม่ของเขามีอะไรอยากจะพูดต่อแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะจัดแจงไล่ให้แจจุงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงมาทานข้าวเย็น

 

 

ทางด้านยุนโฮ…

 

เขากลับจากบริษัทก่อนเวลาเลิกงานถึงสามชั่วโมง เพียงเพื่อมาอยู่กับแม่และปล่อยให้แม่ของเขานั่งลูบผมส่วนตัวเขาก็นอนหนุนตักนอนดูทีวี

 

“มีอะไรให้ดูนักเชียวยุนโฮ” หลังจากบทสนทนาที่เงียบไปนานแสนนานในที่สุดคุณแม่ก็อดใจไม่ไหวจึงถามลูกชายตัวดีที่นอนดูทีวีช่องเดิมอยู่เป็นชั่วโมงบ้าง

 

“ป่าวครับ…”

 

“อย่ามาหลอกแม่เชียว แม่ไม่เชื่อหรอก” เธอบอก “เกี่ยวกับหนูแจจุงรึป่าว?”

 

ยุนโฮไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็พยักหน้าเบาๆ บนตักของแม่เขา “ผมไม่ได้จะยอมแพ้นะครับแม่ แค่…นึกไม่ออกว่าควรทำยังไงต่อ”

 

“ยังไงนะ?” คุณแม่ทำเสียงสงสัยก่อนจะดันศีรษะลูกชายคนโตให้ลุกออกจากตักและตอนนี้สภาพผมที่ชี้โด่เด่ของยุนโฮทำเอาคุณแม่หัวเราะเบาๆ “ดูแปลกๆ ไปนะเรา”

 

“แม่อ่ะ”

 

“อ่ะๆ เล่าต่อสิจ้ะ ว่าเป็นยังไงแม่ไม่ค่อยเข้าใจ”

 

“ก็…ผมก็ไม่รู้ว่าคุณแจจุงเขาเป็นคนแบบไหน บางทีวิธีที่ผมเคยใช้มันก็ได้ผล แต่บางทีมันก็ไม่ได้ผล”

 

“ไม่รู้จะรับมือยังไงว่างั้น”

 

“ครับ” เขาตอบ “เดาไม่ถูก หรือคุณแจจุงจะไม่ชอบหน้าผมจริงๆ”

 

“เคยไปทำอะไรให้หนูแจจุงเขาไม่พอใจรึป่าวล่ะ?”

 

“ไม่ครับ” ยุนโฮยืนยันเสียงแข็ง “ก็เพิ่งเคยเจอหน้ากันเนี่ยแหละครับ ทั้งๆ ที่เขาทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งสามปี‼” ประโยคหลังที่ลูกชายตัวดีพูดนางนาบีรู้สึกได้เลยว่ามันเป็นการโอดครวญมากกว่าจะแก้ตัว

 

“ทำไมถึงได้เจอกันช้าอย่างนี้น้า…”

 

“ผมก็ว่างั้นแหละครับ” แล้วยุนโฮก็ถอนหายใจจนคุณแม่หัวเราะอีกรอบ

 

“บางทีลูกต้องตัดคำว่า ‘วิธี’ ออกนะ”

 

ยุนโฮที่กำลังก้มหน้าเพราะกำลังเศร้า เงยหน้าขึ้นมามองแม่ของเขาที่กำลังนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ อย่างใจดี “อะไรนะครับแม่?”

 

“ก็…ตัดคำว่าวิธีออก แล้วเอาใจใส่เข้าไปแทนไง”

 

“……..”

 

“ลูกจะต้องเลิกคิดว่า ลองทำแบบนี้เผื่อหนูแจจุงจะพอใจ หรือ ถ้าทำแบบนี้หนูแจจุงจะต้องใจอ่อน ออกไปให้หมด” ยุนโฮนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจโดยไม่เอ่ยปากขัดคุณแม่สักนิด “เปลี่ยนเป็น คิดว่า ทำแบบนี้ให้หนูแจจุงดีกว่า ทำแบบนั้นให้หนูแจจุงดีกว่า

 

“แล้วมันต่างกันยังไงครับแม่?”

 

“ต่างกันตรงที่ลูกไม่ต้องคิดถึงผลลัพธ์! แบบแรกถ้าลูกรู้ว่ามันใช้ได้ผลลูกก็จะใช้มันซ้ำๆ ถ้าอยากให้หนูแจจุงยอมทำตามที่ลูกขอ อย่างเช่นเรื่องครั้งก่อนตอนหนูแจจุงมาที่บ้าน ลูกรู้ว่าหนูแจจุงจะหายโกรธถ้าลูกทำตัวน่าสงสารใช่มั้ย? แม่เข้า