{fic} Busy Business (1)

posted on 06 Mar 2011 14:37 by tangmoez in Fiction-BusyBusiness

F5 เปลี่ยนธีมนะคะ : )

 

 

Title: Busy Business
Paring: Yunho x Jaejoong . Yoochun x Junsu . xxx
Rate: PG
Warning: เรื่อง นี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล มีเจตนาเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น เนื้อหาเป็นแนว Boy's Love หรือ yaoi อาจมี คำไม่สุภาพที่สร้างความไม่พอใจ ขัดเคืองใจให้กับท่านผู้อ่านได้ หากท่านผู้อ่านท่านใดมีความชอบที่แตกต่างกัน ขอให้ปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณค่ะ

Note: คิดชื่อเรื่องยังไม่ออก... ใครคิดออกช่วยคิดก็ได้นะคะ เนื้อเรื่องเป็นเกี่ยวกับชีวิตในบริษัทอ่ะ >__< ใช้ชื่อแบบสิ้นคิดมาก

 

 


 

 

 

 

Busy Business

 

 

 

“สวัสดีค่ะคุณยุนโฮ” พนักงานหลายคนต่างเอ่ยทักทายกรรมการผู้จัดการเป็นเสียงเดียวกัน เขาคือกรรมการผู้จัดการบริษัทหนุ่มไฟแรง ผู้สืบทอดธุรกิจด้านการจัดงานและสถานที่ Jung Exhibition อันดับหนึ่งของเกาหลี เขาดีและเพียบพร้อมทั้งการศึกษา, หน้าตาและฐานะ จะติดอยู่เพียงอย่างเดียวและนั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่แต่งงานนั่นก็คือ ยุนโฮเป็นคนที่เจ้าชู้...มาก

 

เขาไม่เคยเข้าบริษัทมาตามลำพัง ข้างกายของเขาจะต้องมีหญิงสาวเดินมาด้วยและแน่นอนว่าหน้าตาของคนที่เขาควงมานั้นไม่เคยจะซ้ำกันเลย อาจจะมีบ้างที่เขาควงคนเดิมๆ ที่ถูกใจแต่นานสุดไม่เคยเกินสองสัปดาห์

 

ยุนโฮกุมมือของหญิงสาวที่เกาะแขนเขาเอาไว้ พร้อมกับสิ่งยิ้มอย่างมีสไตล์ทักทายพนักงานบริษัทอย่างอารมณ์ดี

 

“วันนี้ผมมีประชุมอะไรสำคัญหรือเปล่า?” เขาหยุดอยู่ที่โต๊ะของเลขาสาวหน้าห้อง เธอรีบหันหลังกลับไปสาละวนอยู่กับสมุดบันทึกที่เธอใช้จดอยู่ประมาณสิบวินาที

 

“ประชุมวันนี้ไม่มีค่ะ แต่มีงานตรวจเช็คเนื้อหาของเอกสารสำคัญบริษัทนิดหน่อยน่ะค่ะ”

 

ยุนโฮขมวดคิ้ว “เอกสารอะไร? ทำไมผมต้องตรวจ?”


“เห็นคุณชางมินบอกว่าเป็นกฎระเบียบการใช้สถานที่น่ะค่ะ” เธอตอบเบาๆ

 

คิ้วของยุนโฮที่ขมวดอยู่ไม่ได้คลายปมเลยสักนิด เขาใช้เวลาคิดทบทวนอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกำชับกับเลขาหน้าห้อง “ถ้าคุณชางมินมาเมื่อไหร่บอกให้เข้าพบผมด้วยนะ”

 

“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับช้าๆ และทันทียุนโฮคล้อยหลังไปเลขาสาวหน้าห้องก็หันไปเม้าท์กับเพื่อนสนิทที่ทำงานแบบเดียวกันที่อยู่โต๊ะด้านข้าง “ฉันก็ไม่เข้าใจคุณชางมินเหมือนกันว่าทำไมให้คุณยุนโฮพรู๊ฟเอกสารซะงั้น”

 

“.......”

 

“โดนเหวี่ยงแน่ๆ” เธอบอก

 

ด้วยประสบการณ์การทำงานกับยุนโฮหลายปี ทำให้เธอรู้ว่ายุนโฮไม่ชอบที่จะทำงานยิบย่อยหรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความละเอียด เขาชอบที่จะไปเจรจาธุรกิจมากกว่า รักการท่องเที่ยว รักงานสังคมพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา (รวมถึงสาวคนใหม่) โอกาสที่เขาจะเข้าบริษัทก็ว่ายากแล้ว งานตรวจเอกสารนี่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เลขาสาวได้แต่นั่งภาวนาขอให้คุณชางมินโชคดีจากการถูกตวาดจากยุนโฮ

 

หลังจากที่นั่งสวดมนต์อยู่ไม่นานชางมินก็มาถึงบริษัท เขามาในชุดสูทที่ดูภูมิฐานเหมือนเดิมทุกวัน ถือได้ว่าเขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงานในบริษัท เพราะเขาไม่เคยแต่งตัวสบายๆ ชิลๆ มาทำงานแม้แต่วันเสาร์ที่บริษัทอนุญาตให้ใส่ชุดไปรเวทได้ก็ตาม

 

ยุนโฮกับชางมินเป็นพี่น้องต่างพ่อที่อายุห่างกันเกือบสิบปี พ่อของยุนโฮได้สร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาก่อนจะมาแต่งงานกับแม่ของเขาและหลังจากยุนโฮอายุได้เพียง 8 ขวบ พ่อของเขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ แม่ของเขาจึงแต่งงานใหม่ของพ่อของชางมินและให้กำเนิดชางมินขึ้นมา แต่ทั้งยุนโฮและชางมินก็รักใคร่กันดี เนื่องจากพ่อใหม่ของเขาไม่ได้ทำตัวลำเอียงรักใครมากกว่าใคร เขารักยุนโฮเหมือนลูกคนหนึ่งและนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยุนโฮถูกปลูกฝังว่าเขาก็ต้องรักน้องคนนี้ด้วย

 

“คุณชางมินคะ?”

 

ชางมินเอี้ยวตัวกลับมาเมื่อเดินผ่านโต๊ะเลขาไปได้สองสามก้าว

 

“เอ่อ...คุณยุนโฮ...”

 

“...คงจะบอกให้ผมเข้าไปพบล่ะสิ”

 

“ค่ะ”

 

“หลังจากที่คุณบอกว่าผมให้พี่เขาตรวจเอกสาร”

 

เธอพยักหน้า ชางมินหัวเราะ

 

“ขอบคุณครับ” เขาหันตัวกลับและเลี้ยวไปอีกทางที่เป็นห้องของกรรมการผู้จัดการบริษัทผู้ไม่ค่อยมาใช้บริการห้องนี้เท่าใดนักถึงแม้จะมีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกให้เขามากมายแค่ไหนก็ตาม

 

ชางมินผลักประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะโดยไม่เคาะประตู และภาพที่เขาเห็นก็คือหญิงสาวกำลังนั่งตักพี่ชายต่างพ่อของเขาอยู่พร้อมกับแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไปหมด ทั้งเธอและยุนโฮหันมามองเขาเพียงแค่หางตาก่อนจะหันไปจูบกันต่ออย่างไม่แคร์ ชางมินเดินเข้ามาในห้องและปิดประตู เดินไปนั่งที่โซฟารอจนกว่าพี่ชายของเขาจะทำธุระเสร็จ เขาหันไปสนใจนิตยสารที่ตั้งอยู่ไม่ไกลก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา

 

ยุนโฮคงจะทนเห็นพฤติกรรมเฉยชาของน้องชายไม่ไหวเขาจึงหยุดเล่นเลิฟซีนกับคู่ควงคนใหม่พร้อมกระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอหัวเราะคิกคักก่อนจะลุกออกจากตักของเขาและจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้ดูดี ก่อนจะหันมาจูบลาเขาอีกครั้งและเดินออกจากห้องไปด้วยสภาพที่ไม่สวยเท่าตอนแรก

 

“ชางมิน”

 

น้องชายเงยหน้าจากนิตยสารธุรกิจก่อนจะส่งยิ้มกวนๆ ให้ “เสร็จแล้วเหรอพี่?”

 

ยุนโฮใช้มือบีบสันจมูกอย่างเครียดๆ กับหน้าตาท่าทางกวนๆ ของชางมิน เขารู้สึกปวดหัวทุกทีที่เจอหน้าชางมิน ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจหรือไม่รักน้องหรอก น้องชายของเขาคนนี้ตอนเด็กๆ ช่างน่ารักน่าชัง เป็นลูกเป็ดที่น่ารัก เชื่อฟังทุกอย่างและคอยเดินตามเขาไม่ห่าง แต่ต่างกับทุกวันนี้ที่ไม่เชื่อฟังเขาไม่พอซ้ำยังปากร้าย เพราะเป็นคนพูดน้อยพอพูดแต่ละทียุนโฮก็แทบหงายหลังเหมือนโดนต่อย ความน่ารักสดใสของลิตเติ้ลชางมินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

 

“นายเลิกทำหน้าตาแบบนั้นใส่พี่ก่อนได้มั้ย?”

 

“ผมเปล่านะฮะ”

 

“เอาเถอะ...พี่...”

 

“มันเป็นเอกสารสำคัญครับพี่!” ชางมินชิงพูดก่อนเพราะรู้ว่าพี่ชายของเขาจะพูดอะไร “เอกสารที่ผิดไม่ได้ พี่ต้องเป็นคนตรวจสอบความถูกต้อง”

 

“มันใช่หน้าที่ของพี่มั้ยเนี่ย?”

 

“ใช่สิครับ...จะว่าไปมันเป็นหน้าที่ของทุกคนในบริษัทด้วยซ้ำ.............................”

 

“.......” กรรมการบริษัทไม่พูดอะไร เขานั่งมองหน้าน้องชายที่ยังคงพูดต่อถึงความสำคัญของเอกสารต่อไป

 

“เข้าใจมั้ยครับ?”

 

ยุนโฮส่ายหน้า

 

“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรครับ” ชางมินลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปหยิบกองเอกสารที่อยู่บนโต๊ะรับแขกทั้งๆ ที่เขายกมาไว้บนโต๊ะทำงานของพี่ชายตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน “พี่ไม่เข้าใจแต่พี่ก็ต้องอ่านอยู่ดี”

 

“นายจะให้พี่พรู๊ฟเอกสารหรือไง?” เขาเริ่มขึ้นเสียง

 

“ไม่ใช่ครับ...เอกสารพวกนี้ถูกพรู๊ฟมากว่าสิบครั้ง พี่แค่อ่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้องขั้นตอนสุดท้าย คนที่ไม่เคยอ่านจะมองเห็นข้อผิดพลาดชัดเจนกว่าคนที่เห็นมาหลายครั้ง” ชางมินย้ำ “โชคดีนะครับพี่”

 

ยุนโฮมองชางมินที่เดินออกไปจากห้องและหันกลับมามองกองเอกสารสิบเล่มที่ถูกยกกลับมาวางไว้ตรงหน้าเขาเหมือนเดิม ใบหน้าของยุนโฮไม่เหลือเค้าคนมีมาดอีกต่อไป หน้าเขาดูเหนื่อยอ่อนและหมดแรง “ตายๆๆ” เขาพูดได้คำเดียวเมื่อพลิกดูเนื้อหาภายในแต่ละเล่มทั้งฉบับภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษ

 

 

 

ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Visitor Relationship)

 

คิมแจจุงคือหัวหน้าแผนกลูกค้าสัมพันธ์ เขาทำงานที่บริษัทนี้ปีนี้เป็นปีที่สาม เริ่มต้นจากพนักงานประจำ เพราะความที่เป็นคนอัธยาศัยดี พูดเพราะ ใจเย็น ไม่ว่าจะในสถานการณ์ที่อยู่ภายใต้การกดดันแบบใด เจอลูกค้าที่งี่เงามากขนาดไหนเขาก็สามารถรับมือไหว จึงไม่แปลกเลยที่ภายในระยะเวลาสามปีที่มีคนจำนวนมากทั้งที่โดนเด้งและลาออกไปจะทำให้แจจุงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าแผนก คติประจำใจของแจจุงคือ ยิ้มและช่างมันเถอะ 

 

“แจจุง!” เสียงแหลมๆ ของเพื่อนรักที่นั่งอยู่โต๊ะด้านนอกตะโกนขึ้น ทำเอาพนักงานคนอื่นๆ ในแผนกต่างก้มหน้าหัวเราะกันอย่างรู้ทันว่า คิมจุนซูมีปัญหาอะไร

 

“ว่าไง?” แจจุงเงยหน้ามาตอบอย่างใจเย็นและพบกับใบหน้าเพื่อนรักที่นั่งหน้าบูดอยู่ เขาหัวเราะก่อนจะเงียบและรอฟังสิ่งที่จุนซูกำลังจะเริ่มบ่น

 

คิมจุนซูคือพนักงานในแผนกลูกค้าสัมพันธ์เช่นกัน จุนซูตรงข้ามกับแจจุงเกือบทุกอย่าง เขาเป็นคนที่ขี้โมโห ใจร้อน ใครทำอะไรให้ไม่พอใจพร้อมจะสู้ทุกสถานการณ์ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน อัธยาศัยก็ไม่ได้เลวร้ายแค่ไม่คุยกับคนที่ไม่รู้จักก่อน คติประจำใจของจุนซูคือ ไม่ผิดก็อย่าไปยอม 

 

“เมมเบอร์ของบริษัทมันกวนตีนฉันจังเลย!” เสียงเล็กเริ่มบ่นหลังจากวางโทรศัพท์ไป “เป็นแค่สแตนดาร์ดเมมเบอร์ แต่อยากจะเอานู่นเอานี่ ก็เพิ่มเงินดิวะ ไอ้เวรเอ้ย!”

 

แจจุงหัวเราะพร้อมๆ กับคนอื่นๆ ในแผนก

 

“ขำตรงไหนเนี่ย?” ดูเหมือนอารมณ์เสียของจุนซูยังไม่หายไป

 

“อย่างที่ฉันเคยบอกนายไงจุนซู นายมันเหมาะจะไปอยู่แผนกเร่งรัดหนี้สินมากกว่า” ทันทีที่แจจุงพูดจบเสียงหัวเราะก็ดังระงมทั่วทั้งแผนกทำเอาจุนซูต้องเผลอยิ้มออกมาด้วย

 

“ก็มีแต่นายแหละที่ทนได้”

 

“ก็มันงานนี่นา...” พูดจบก็หันไปหยิบเอกสารในตะกร้าที่วางอยู่ข้างๆ “มินยองช่วยเอาเอกสารนี้ไปติดต่อฝ่ายสื่อสารทีนะ บอกว่าเราต้องการตากล้องเพื่อไปถ่ายรูปกิจกรรมของสแตนดาร์ดเมมเบอร์” มินยองเจ้าของชื่อรีบลุกออกจากเก้าอี้ก่อนจะไปหยิบเอกสารออกจากมือ

 

“พี่แจจุงต้องการตากล้องคนไหนเป็นพิเศษรึป่าวละคะ?”

 

“ใครก็ได้ แต่ห้ามเอาปาร์คยูชอน นายนั่นถ่ายรูปสวยไป ไม่อยากให้ไอ้สแตนดาร์ดเมมเบอร์กวนตีนนั่นมันได้อยู่ในรูปดีๆ” แน่นอนว่าเป็นจุนซูที่ตอบกลับมา แจจุงหัวเราะก่อนจะพยักหน้าเออออเอาใจเพื่อนรัก

 

“สุดยอดจริงๆ เลยคิมจุนซู”

 

“ชิ!” และตลอดทั้งเช้าวันนั้นทั้งแจจุงและพนักงานในแผนกก็ต้องฟังที่จุนซูบ่นถึงเมมเบอร์คนนั้นจนทุกคนเริ่มจะเกลียดตามจุนซูไปด้วย ที่เป็นแบบนี้เพราะทุกคนในแผนกรู้ดีว่าจริงๆ แล้วจุนซูเป็นคนน่ารัก ติดแค่เป็นคนขี้บ่นและไม่ยอมใครเท่านั้นเอง

 

 

เที่ยงวันนั้น...

 

“จ้ะเอ๋!” ใบหน้าที่โผล่มาจากด้านหลังบานประตูคือปาร์คยูชอน

 

“จ้ะเอ๋กับบ้านนายน่ะสิ” จุนซูตอบกลับ

 

“แหมๆ ได้ข่าวว่าวันนี้มีคนหวงผมไม่อยากให้ผมไปถ่ายรูปด้วยอ่ะแจจุง” เข้ามาถึงในห้อง ปิดประตู ยูชอนก็แซวปุ๊บปั๊บทำเอาจุนซูที่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะอยากจะโยนกล่องใส่ปากกาที่อยู่ใกล้มือที่สุดไปใส่หัวเถิกๆ นั่นสักรอบ

 

“พูดมาก”

 

“กินข้าวกันเถอะเที่ยงแล้วนะ”

 

“แผนกนี้ไม่มีพักเที่ยง” จุนซูประชด “ไม่เห็นหรือไงว่าลูกค้านี่ว่างตอนเที่ยงก็ชอบโทรมาตอนเที่ยง ไม่คิดจะให้คนอื่นกินข้าวเที่ยงเหมือนตัวเองเลยหรือไง?” พูดจบเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาจริงๆ จุนซูเผลอเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มอย่างอารมณ์เสีย

 

“เดี๋ยวฉันรับเอง นายไปกินข้าวกับยูชอนเถอะ” ว่าแล้วแจจุงก็รีบกดดึงสายมาคุยเอง ก่อนจะพูดไป ยิ้มไป จนจุนซูเห็นแล้วแอบไม่พอใจ ว่าแจจุงทนกับลูกค้างี่เง่าพวกนี้ได้ยังไง

 

“ถ้าทนไม่ได้เขาจะอยู่ถึงตรงนี้ได้เหรอ?” ยูชอนมองหน้าจุนซูเขาอ่านสายตาเหล่านั้นออก

 

“ใครถามนายเนี่ย”

 

“ไม่มี๊! ไปกินข้าวเหอะ!” ยูชอนเดินมาที่โต๊ะทำงานจุนซูก่อนจะออกแรงดึงแขนจุนซูให้ลุกออกจากเก้าอี้ไปทานมื้อเที่ยงด้วยกัน

 

“ฉันจะรอแจจุง”

 

แต่เหมือนแจจุงจะไม่ได้อยากให้จุนซูรอเลยสักนิด มือเล็กๆ ให้สัญญาณกับจุนซูว่าให้ออกไปเลยไม่ต้องรอเขา ทำเอาจุนซูทำเสียงฮึดฮัดในลำคอเมื่อเห็นแจจุงไปยิ้มและพูดคุยกับคนสายต่อ แม้สีหน้าของแจจุงจะเหนื่อยอ่อนขนาดไหนแต่แจจุงก็ยังยิ้มอยู่

 

“ฉันเกลียดลูกค้างี่เง่า”

 

“แต่ผมรักจุนซู”

 

“ไอ้บ้า! ไม่เกี่ยวเว้ย!” ถึงจะตะคอกไปแบบนั้น แต่หน้าเล็กๆ กลับแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ยูชอนหัวเราะกลิ้งก่อนจะเปิดประตูให้จุนซูออกจากห้องไปก่อน

 

ปาร์คยูชอนเองก็เป็นพนักงานที่บริษัทเช่นกัน เขาทำงานที่บริษัทมาเกือบสิบปี อยู่ตั้งแต่หัวยังมีผมเยอะอยู่ด้วยซ้ำไป (แรง) เป็นตากล้องมือหนึ่งของบริษัท ทำงานมานานจนรู้จักกับทุกคนในบริษัทตั้งแต่พนักงานทำความสะอาดจนถึงรองประธานกรรมการบริษัทอย่างชิมชางมิน อันที่จริงเขาอาจจะสนิทกับยุนโฮไปแล้วถ้าหากยุนโฮมาทำงานบ่อยกว่านี้ ยูชอนเป็นคนที่อัธยาศัยดีมากๆ ขี้เล่น และชอบกวนให้จุนซูด่าเขาอยู่เรื่อย เขาชอบจุนซูตั้งแต่เจอกันที่งานกระชับสัมพันธ์ที่บริษัทจัดขึ้นและก็ตามจีบเรื่อยมา ถึงแม้จะโดนด่าทุกครั้งที่เจอก็ตาม แต่เขามีคติว่า เขาด่าแสดงว่าเขารัก จนถึงวันนี้เขาคบกับจุนซูมาเกือบสองปีแล้ว เป็นสองปีที่โดนด่าทุกวันเลยเชียว

 

“วันนี้อารมณ์เสียเรื่องอะไรล่ะ?”

 

“ลูกค้าน่ะสิ”

 

“รู้แล้ว...จุนซูคงจะไปอารมณ์เสียใส่คุณยุนโฮไม่ได้หรอก ฮ่าๆ”

 

“กวนนะยูชอน” ถึงยูชอนจะอายุมากกว่าแต่จุนซูก็ไม่เคยเรียกยูชอนว่าพี่เลยสักครั้งเพราะจุนซูบอกว่ายูชอนทำตัวไม่เหมือนคนอายุมากและนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกันของแจจุงเช่นกันที่ไม่เรียกยูชอนว่าพี่ “ก็บอกอยากเข้างานมีทติ้งดาราที่เราจัดให้พรีเมี่ยมเมมเบอร์น่ะสิ” ถึงจะบ่นแต่จุนซูก็เล่าต่อ เป็นประโยคเดิมที่คนทั้งแผนกฟังมาตั้งแต่เช้า “แล้วทำไมไม่อัพเมมเบอร์การ์ดล่ะวะ?”

 

“อะแฮ่ม...เหมือนผมได้ยินคนพูดชื่อผมนะ” ทั้งยูชอนและจุนซูต่างหันกันขวับ จุนซูรีบโค้งตัวทำความเคารพอย่างมีมารยาททันทีต่างกับยูชอนที่โค้งเพียงเล็กน้อยและยังเ