[sf] Dumb

posted on 28 Sep 2011 17:02 by tangmoez in Fiction-Shortfic

Title: Dumb
Paring: Yunho x Jaejoong
Rate: PG-13
Warning: เรื่อง นี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล มีเจตนาเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น เนื้อหาเป็นแนว Boy's Love หรือ yaoi อาจมี คำไม่สุภาพที่สร้างความไม่พอใจ ขัดเคืองใจให้กับท่านผู้อ่านได้ หากท่านผู้อ่านท่านใดมีความชอบที่แตกต่างกัน ขอให้ปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

Dumb (BGM - Listen)

 

 

ใครจะไปเชื่อว่าผู้ชายหน้าตาดี นิสัยดี มีดีกรีเป็นนักกีฬาประจำจังหวัด สาวๆ ตามจีบรุมแจกขนมจีบให้ตรึมขนาดนี้อย่างยุนโฮ จะมีประสบการณ์แอบรักเขาข้างเดียวที่ยาวนานถึงหกปี จะว่าไปแล้วยุนโฮก็เป็นผู้ชายที่ถือว่าเพอร์เฟ็คมากๆ คนหนึ่งเลยล่ะ แถมยังออกแนวแบดบอยเล็กๆ อย่างที่ผู้หญิงสมัยนี้ชอบเสียด้วย ถ้าคิดจะจีบผู้หญิงสักคนละก็...รับรองไม่มีพลาด

 

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่ายุนโฮไม่คิดจะจีบใครเลยนี่สิ กับคนที่ชอบมานานก็ไม่มีความกล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปคุยด้วย ด้วยซ้ำไป

 

คนคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน คิมแจจุง คนนี้...นี่เอง!

 

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้ชายแบดบอยส่วนใหญ่มักจะสิ้นฤทธิ์เมื่อได้เจอผู้หญิงที่น่ารัก อ่อนหวาน ขี้อายละมุนละไม พูดแต่คำว่าอะไรก็ได้ – ทำนองนี้ ไม่ใช่ว่ายุนโฮไม่เห็นด้วย ตัวเขาเองก็เคยเกือบสิ้นฤทธิ์กับผู้หญิงประเภทนั้นแล้วเหมือนกัน แต่ก็แค่เคย ก็แค่เกือบ เพราะเขาดันมาเจอ คิมแจจุง เสียก่อน

 

แจจุงไม่ได้เรียบร้อย น่ารัก ตามแบบฉบับที่ผู้ชายแบดบอยต้องการ แจจุงเป็นตัวของตัวเอง สดใส สนุกสนาน กล้าแสดงออก ตรงกันข้ามเกือบทุกอย่าง เว้นอยู่อย่างเดียวก็คือ แจจุงนั้นน่ารักมากกกกกกกกกกก มากถึงมากที่สุด! และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้แจจุงถูกนับเข้าไปในกลุ่มที่ผู้ชายแบดบอย (และไม่แบดบอย) จะต้องสิ้นฤทธิ์เมื่อได้เจอ

 

แจจุงเรียนอยู่ห้องเรียนเดียวกันกับยุนโฮตั้งแต่ ม.1 ความน่ารักสดใสฉายออกมาตั้งแต่ตอนนั้น แจจุงมักจะถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักเรียนไปทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ นั่นเลยทำให้ความโด่งดังของแจจุงทวีคูณขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่นักเรียนในโรงเรียนที่ชอบ แต่ยังลามไปถึงนักเรียนต่างโรงเรียน พอโตขึ้นมาอีกหน่อยแม้แต่รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยก็มี

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ยุนโฮไม่กล้าจีบก็ได้ล่ะมั้ง

 

ชีวิตในโรงเรียนมัธยมตลอดหกปีที่ผ่านมา...แจจุงอาจไม่เคยรู้ว่า

♥โลลิป๊อปสีชมพูสดใสในกองขนมที่แจจุงได้เกือบทุกวันตอนม.1 นั้นเป็นของยุนโฮ

♥ยุนโฮแอบเอาตุ๊กตาคิตตี้ตัวใหญ่ไปวางไว้ที่หน้าบ้านของแจจุงในวันเกิดตอนม.2

♥เคยทะเลาะกับที่บ้านครั้งใหญ่ตอนม.3 เมื่อยุนโฮปฏิเสธที่จะไปเรียนต่อในโรงเรียนกีฬาชื่อดังของจังหวัด เพียงเพราะต้องการจะเรียนต่อที่เดียวกับแจจุงเท่านั้น

♥ค่าขนมของยุนโฮต้องหายไปหกเดือนตอนม.4 เพียงเพราะต้องการซื้อหูฟังของ Dr.Dre ที่แจจุงเปิดดูในคาบเรียนคอมพิวเตอร์

♥จนถึง ม.5 แจจุงคือเหตุผลเดียวที่ทำยุนโฮต้องนั่งหลังห้อง นั่นก็เพราะเขาต้องการที่จะใช้เวลาในห้องเรียนแอบมองแจจุงให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

♥และตอนนี้เพื่อนเรียนร่วมชั้นม.6 รู้กันหมดแล้วว่ายุนโฮชอบแจจุง!


.

.

แจจุงกำลังนั่งร่วมประชุมกับคณะกรรมการนักเรียนเพื่อหารือเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาสีในปี้นี้ เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายแล้ว เหล่าคณะกรรมการนักเรียนที่อยู่ม.6จึงครึกครื้นกันเป็นพิเศษเพราะหวังจะทำมันออกมาให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการส่งท้ายให้กับตัวเอง โดยมีแจจุงนั่งง่วงอยู่ปลายโต๊ะประชุม

 

“แจจุง ทำไมวันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเลย ไม่สบายเหรอ” มือเล็กๆ แปะลงหน้าผากเพื่อนสนิท

 

“อืม...ปวดหัวนิดหน่อย”

 

“ก็ถึงว่าแปลกปกติแล้วงานแบบนี้ชอบจะตายไป ไปนอนห้องพยาบาลมั้ยเดี๋ยวเราพาไป?”

 

“ไม่ต้องหรอกนายประชุมต่อเถอะ ฉันไปเองได้”

 

“ได้จริงนะ?”

 

แจจุงพยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นเพื่อขอโอกาสพูดแทรก

 

“ว่าไงครับแจจุง” ซึงฮยอนประธานนักเรียนที่นั่งหัวโต๊ะเป็นคนถาม

 

“ฉันปวดหัวขอไปนอนห้องพยาบาล...นะ” คำลงท้ายที่แทบจะทำให้กรรมการนักเรียนกดปุ่มอนุญาตทันที ซึงฮยอนพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตก่อนแจจุงจะเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางที่งุนงงสุดฤทธิ์

 

 

‘แจจุงไม่สบาย ไปห้องพยาบาลแล้ว
บอกยุนโฮว่าถ้าอยากทำคะแนนก็รีบๆ ซะ

ก่อนจะไม่มีเวลา
!!’

 

ข้อความทางมือถือที่จุนซูส่งเข้าเบอร์ยูชอน ถูกส่งไปให้ยุนโฮอ่าน ดวงตาเรียวที่กำลังจะหลับในตอนแรกแทบจะหลุดออกมา

 

“เอาไงมึง?” ยูชอนถาม

 

“.........” ไม่มีสัญญาณตอบรับ

 

 

ยุนโฮนั่งเหม่อลอยทั้งบ่าย เมื่อที่นั่งประจำของแจจุงว่างเปล่า เพราะเจ้าตัวไปนอนป่วยอยู่ที่ห้องพยาบาล ประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของหัวใจทั้งหมด ยุนโฮอยากไปห้องพยาบาลมาก! อยากไปดูว่าแจจุงหลับสบายมั้ย อยากได้อะไรเพิ่มรึเปล่า แต่อีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือยุนโฮ...ไม่กล้า

 

ขายาวๆ เดินผ่านห้องพยาบาลที่อยู่ชั้นล่างสุดของตึกเป็นรอบที่หก...

 

รอบแรกยุนโฮเดินผ่านแล้วแต่มองไม่เห็นใครจึงต้องย้อนกลับมาใหม่รอบที่สองและเมื่อมองเห็นแจจุงแล้วในรอบที่สามและรอบที่สี่ยุนโฮจึงพยายามสังเกตว่าแจจุงหลับแล้วหรือยัง ส่วนรอบที่ห้าและรอบที่หกก็เพื่อจะดูว่าแจจุงตื่นแล้วหรือยัง ทั้งๆ ที่แต่ละครั้งห่างกันไม่ถึงห้านาที

 

ดูเหมือนว่าวันนี้หลังจากที่โดนยูชอนด่าด้วยสายตา ยุนโฮจึงมีความคิดที่จะเอาชนะยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่แสนจะแข็งแกร่งนั้นด้วยการเป็นฝ่ายเข้าหาแจจุง เพราะตลอดหกปีที่ผ่านมาแจจุงเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อนเสมอ เขาก็อยากจะหลงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าแจจุงเองก็คงจะมีใจให้ ถ้าเพียงแต่ว่า...แจจุงไม่ได้ทำแบบนี้กับทุกคน

 

รอบที่เจ็ด...หลังจากที่ยืนคิดอยู่นานในที่สุดยุนโฮก็รวบรวมความกล้าจับบานประตูห้องพยาบาลก่อนจะค่อยๆ ผลักมันเข้าไปให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะในห้องพยาบาลมันเงียบเกินไป เสียงแรงดันที่เกิดจากลมและกระจกจึงทำให้แจจุงลืมตาขึ้นมา

 

ยุนโฮยืนนิ่ง...เหมือนถูกสต๊าฟฟ์

 

แจจุงส่งยิ้มให้ “มาเยี่ยมฉันเหรอยุนโฮ?”

 

“อ่า...อื้ม...เอ่อ...หายดีแล้วรึยัง?”

 

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ” แจจุงลุกขึ้นนั่งบนเตียงคนป่วยก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้อีกที “ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะ”

 

ยุนโฮไม่ได้ยิ้มตอบหรือพูดอะไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยุนโฮรู้สึกแบบนี้ ... คุณเคยรู้สึกถึงผีเสื้อที่บินวนอยู่ในท้องคุณมั้ย เคยเป็นแบบนี้รึเปล่า? ถ้าคุณได้ชอบหรือรักใครมานานแบบยุนโฮบางทีคุณก็อาจจะเข้าใจ แบบนี้แหละ...เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่แจจุงยิ้มให้ ความรู้สึกแบบนั้นให้อธิบายก็คงจะไม่ได้ รู้แค่ว่ามัน...มีความสุขสุดๆ แบบบอกไม่ถูก

 

“ทำไมนายทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” แต่ความรู้สึกกับการแสดงสีหน้าของยุนโฮไปกันคนละทาง

 

“เอ่อ...ปะ...เปล่าๆ” เขากำลังต่อสู้กับตัวเอง กำลังบังคับให้ตัวเองให้ทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่กล้าทำ แค่พูดออกมาแค่คำเดียว คำว่า ‘ชอบ’ คำเดียวที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะยุนโฮมั่นใจหากเขาได้พูดคำนี้ออกไปเมื่อไหร่ ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจจะถูกปลดล็อค

 

“กีฬาสีปีนี้นายช่วยถือป้ายให้หน่อยได้มั้ย?” ก่อนที่ยุนโฮจะบังคับตัวเองได้แจจุงก็ดันเป็นคนพูดขึ้นมาเสียก่อน

 

“ได้สิ” รับปากแบบไม่ต้องคิด “ว่าแต่...”

 

“หืม?”

 

“คือ...ฉัน...” พยายามเข้าสิยุนโฮ นายต้องทำได้ “ฉัน...คือ...นาย” ชอบยุนโฮ ท่องไว้ ชอบ ชอบ พูดออกไป! “คือ...นายให้ฉันถือป้ายคู่กับใครเหรอ?”

 

ไอ้บ้ายุนโฮ ยุนโฮไอ้คนโง่!!

 

“เอาซะฉันลุ้นจนเหนื่อยเลย นายอยากถือกับใครล่ะ?”

 

ฉันอยากถือกับนาย “ใครก็ได้...ฉันไม่มีปัญหา” ทีแบบนี้ล่ะพูดคล่องเชียว

 

“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปปรึกษากับที่ประชุมพรุ่งนี้ ถ้าพวกเขารู้ว่านายยอมถือป้ายให้จะต้องดีใจแน่ๆ”

 

“อะ...อื้ม”

 

“ดูเหมือนฉันจะปวดหัวอีกรอบแล้วล่ะ” สีหน้าท่าทางของแจจุงทำเอาความกังวลพุ่งจี๊ดขึ้นหัวใจยุนโฮ “ฉันขอนอนต่อนะ”

 

“ครับ”

 

ยุนโฮ...นายมันโง่เง่าที่สุด

 

 

ยูชอนกับจุนซูนั่งรอข่าวที่ห้องเรียนหลังจากทั้งไล่ ทั้งถีบให้ยุนโฮไปเยี่ยมแจจุงที่ห้องพยาบาล แต่แค่เห็นหน้ายุนโฮที่กำลังเดินมาอยู่ไกลๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ ไม่ต้องเดาก็ถูก ยุนโฮก็คงเป็นยุนโฮขี้ป๊อดเหมือนเดิม

 

เขาเดินคอตกเข้ามาใกล้ๆ เพื่อนทั้งสองคนที่กำลังนั่งหน้าเซ็งโลกสุดฤทธิ์ เป็นจุนซูที่ลุกหนีออกไปก่อน ไม่ใช่จุนซูไม่ชอบยุนโฮ จุนซูชอบยุนโฮมากเลยต่างหาก – ชอบที่ยุนโฮนิสัยดีและตลอดเวลาหกปีที่ผ่านมาก็มั่นคงกับแจจุงเสมอ ต่อให้ใครหน้าไหนจะเอาขนมจีบมาขายทั้งลด แลก แจก แถม ยุนโฮก็ไม่เคยไหวหวั่น แต่ก็นะ...หกปีที่ผ่านมามันก็ออกจะนานไปหน่อย แถมเจ้าตัวก็ยังคงใบ้กินทุกครั้งที่เห็นหน้าแจจุงแบบเนี้ย คนที่เป็นกองเชียร์มันก็ต้องมีอารมณ์เสียกันบ้าง

 

“จุนซูโกรธฉันเหรอ?”

 

“อย่าว่าแต่จุนซูเลย กูก็โกรธ...มึงนี่น่ารำคาญจริงๆ ว่ะ”

 

“ก็แล้วจะให้กูทำไงล่ะ กูไม่กล้านี้”

 

“เออ...มึงเป็นแบบนี้ไปให้ได้ตลอดก็แล้วกัน วันหนึ่งแจจุงควงแฟนมาเปิดตัวมึงอย่ามาร้องไห้ให้กูเห็นนะ”

 

“ยูชอน มึงไม่ช่วยมึงก็อย่าซ้ำเติมดิวะ”

 

“อะไรนะ?! มึงบอกว่ากูไม่ช่วยมึง? แล้วที่ผ่านมากูไม่ได้ทำอะไรเลยรึไง?”

 

“ก็...เออ...แม่ง กูก็แค่เปรียบเทียบ”

 

ยูชอนนั่งมองยุนโฮที่นั่งเหม่อด้วยสายตาที่เวทนาปนสมเพช พร้อมจะแปลงร่างเป็นลูกหมาขี้ป๊อดทุกครั้งที่เห็นหน้าแจจุง ยุนโฮไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปคุยแบบเป็นธรรมชาติ อย่างมากก็จะทำแค่ไปเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ แจจุงให้แจจุงหันมาเห็นและเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน หกปีที่ผ่านมาพฤติกรรมโง่ๆ แบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว

 

“มึงนี่มันน่าสมเพชจริงๆ ว่ะยุนโฮ” คนถูกต่อว่าไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองอย่างใด ยุนโฮก้มหน้าเอามือกอดท้ายทอยตัวเองไว้อย่างสิ้นหวัง

 

“กูพยายามแล้วนะ แต่แม่ง...แค่กูเห็นหน้าแจจุงกูก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว”

 

“แล้วมึงกะจะบอกอะไรกับเขาล่ะถ้ามึงพูดได้น่ะ”

 

“บอกว่ากูชอบเขามั้ง ไม่เห็นหน้าเขาสักวันกูรู้สึกเหมือนจะลงแดงตาย”

 

“.........”

 

“แต่ก็นั่นแหละ กูไม่กล้า”

 

“ที่มึงไม่กล้าเพราะอะไร มึงกลัวโดนปฏิเสธเหรอ?”

 

เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮเอาคำพูดของยูชอนมาคิด นั่นน่ะสิ ตลอดหกปีที่ผ่านมาที่ไม่เคยพูดอะไรสักครั้งเป็นเพราะเขากลัวคำปฏิเสธอย่างนั้นเหรอ

 

“กูว่าไม่ว่ะ” ยุนโฮตอบ “กูไม่ได้กลัวโดนปฏิเสธ แต่กูไม่กล้า แค่ไม่กล้าเฉยๆ น่ะ มึงเข้าใจมั้ย?”

 

“หึ!” ยูชอนตอบ เป็นคำตอบที่ทำให้ยุนโฮต้องแค่นยิ้มใส่ตัวเอง อายนิดๆ ตลกหน่อยๆ “จะยังไงก็แล้วแต่ มึงจะกลัวหรือไม่ได้กลัวโดนปฏิเสธก็ชั่ง จำไว้แค่ว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายและนี่ก็เป็นเทอมสุดท้ายของมึงแล้ว จะทำอะไรก็รีบๆ ทำซะ กูกลับบ้านล่ะ”

 

 

แจจุงหายป่วยแล้วและในที่สุดก็มาถึงวันงานกีฬาสีวันที่ทุกคนรอคอยกันเป็นพิเศษ เพราะปีนี้เป็นปีแรกที่ยุนโฮยอมถือป้ายให้กับโรงเรียน อันที่จริงก็ไม่ได้อยากถือนักหรอกแต่เพราะแจจุงเป็นคนเอ่ยปากชวน เขาก็เลยไม่อยากจะปฏิเสธ ให้ทำอะไรก็ทำทั้งนั้น ให้ไปตายก็ยังไปเลย

 

ยุนโฮมานั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ข้างสนามฟุตบอลหลังจากที่นักเรียนกำลังทยอยเดินเข้ามาในโรงเรียน เสียงหัวเราะพูดคุยกันแข่งกับเสียงกลองทำตีเป็นจังหวะไม่หยุด ทำเอาคนที่ร้อนจะตายอยู่แล้วยิ่งอารมณ์เสียขึ้นกว่าเดิม เพื่อนก็พากันหายหัวไปหมด แน่ล่ะ วันนี้มันวันหยุดนี่ใครจะสนใจมาดูกีฬาบ้าง หนีออกไปเล่นเกมกันหมด

 

“รุ่นพี่จองคะ” เสียงใสๆ ของรุ่นน้องทำให้หน้าตาที่กำลังยู่ยี่ของยุนโฮต้องรีบกลับเข้าสู่โหมดปกติ

 

“ครับ?”

 

“พวกเราขอถ่ายรูปคู่กับรุ่นพี่ได้มั้ยคะ?”

 

“ได้สิครับ” ยุนโฮยิ้ม ก่อนที่เด็กๆ จะทยอยสับเปลี่ยนกันเข้ามาเพื่อขอถ่ายรูปกับยุนโฮทีละคนสองคน จากตอนแรกมีนักเรียนหญิงแค่ประมาณสี่-ห้าคนเท่านั้นที่เดินมาขอ แต่กลายเป็นว่า ถ่ายไปถ่ายมาไม่รู้พากันมาจากไหน ยืนล้อมหน้าล้อมหลังยุนโฮไว้จนหมด ยุนโฮยิ้มจนปากสั่น

 

เขาแทบจะหมดแรงยิ้มตอบเด็กๆ กลุ่มสุดท้าย ก่อนจะเดินเข้าไปหลบหลังบ้านพักอาจารย์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล รอจังหวะที่นักเรียนไม่ค่อยมีค่อยหนีกลับบ้าน

 

“ไอ้ยูชอน มึงนะมึง รับปากไว้ดิบดีว่ารออยู่ประตูโรงเรียน” ยุนโฮกร่นด่าเพื่อนรักที่รับหน้าที่เป็นคนถือทั้งกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือไว้ให้ แต่ดันหนีหายไปไหนไม่รู้ ตอนนี้จะกลับบ้านก็เลยไม่กลับซะที เซ็ง!

 

“อ้าวยุนโฮ” เสียงที่เหมือนหยุดทุกสิ่งทุกอย่างดังอยู่ข้างหลัง ยุนโฮนั่งตัวแข็งทื่อก่อนจะค่อยๆ หันมาอย่างช้าๆ “มานั่งหลบใครแถวนี้?” แจจุงถามและก็อมยิ้ม

 

“เอ่อ...คือ...มารอยูชอนน่ะ”

 

“แล้วยูชอนจะหานายเจอมั้ยล่ะเนี่ย?”

 

“เอ่อ...” เถียงไม่ออก

 

“ฉันรู้หรอกน่า นายมาหลบรุ่นน้องที่มาขอนายถ่ายรูปล่ะสิ”

 

“อะ...อื้ม”

 

“เห็นยืนยิ้มจนปากสั่น กะจะเข้ามาช่วยแล้วแต่ไม่ทัน” แจจุงพูดไปเรื่อยเปื่อย “กลับบ้านมั้ยเดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

“มะ...ไม่เป็นไรๆ”

 

“ไม่เป็นไรเหมือนกัน ไปเถอะเดี๋ยวฉันไปส่ง เพื่อเป็นการขอบคุณที่นายอุตส่าห์ยอมมาถือป้ายให้โรงเรียนด้วย”

 

“เอา...เอางั้นจริงเหรอ?”

 

“จริงสิ! ป้ะ” ไม่มีการฉุดกระชากลากถู แจจุงหันหลังเดินไปยุนโฮก็เดินตามต้อยๆ เหมือนลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด แค่ข้างหลังของแจจุงก็สวยจนยุนโฮละสายตาไม่ได้

 

ตอนนี้...ได้โอกาสแล้ว พูดสิยุนโฮ พูดสิ!

 

“นายนี่นิสัยดีจังนะ” ขณะที่ขับรถไปแจจุงก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย “มิน่าถึงได้ป๊อปปูล่าแบบนี้”

 

“ไม่หรอก”

 

“จริงๆ นะ ไม่ว่าฉันจะขอให้นายช่วยอะไร นายก็ช่วยฉันตลอด”

 

ก็เพราะว่าเป็นนายไงแจจุง

 

“แม้แต่รุ่นน้องที่เข้ามาขอถ่ายรูปนายจนนายยิ้มจนเหนื่อย แต่นายก็ไม่บ่น เยี่ยมเลยๆ ไปเป็นดาราได้เลยนะเนี่ย”

 

ยุนโฮนั่งมองแจจุงที่กำลังพูดไปตลอดทาง เขาไม่ได้มีความคิดที่จะชวนแจจุงคุยเลยสักนิด และถ้าหากแจจุงจะถามอะไรเขาจะต้องย้ำคำถามถึงสองครั้งเพื่อเป็นการเรียกสติของยุนโฮที่หลุดลอยไปกลับเข้ามาก่อนจะตอบคำถาม ยุนโฮไม่อยากให้ถึงบ้านเลยจริงๆ อยากเอ่ยปากชวนแจจุงไปนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อน ทีไหนก็ได้เขาไม่เกี่ยง

 

“บ้านนายเลี้ยวซอยนี้ใช่มั้ย? ยุนโฮ บ้านนายเลี้ยวซอยนี้ใช่รึเปล่า?”

 

“อะ...อ้อ ใช่ๆ”

 

แต่ถึงทุกครั้งที่แจจุงถามจะต้องถามย้ำถึงสองครั้ง แจจุงก็ไม่มีสีหน้ารำคาญหรือบ่นอะไรยุนโฮ ออกแนวตลกด้วยซ้ำไป ใครว่ายุนโฮนิสัยดี แจจุงต่างหากที่นิสัยดี

 

อันที่จริงยุนโฮรู้