[sf] Dumb

posted on 28 Sep 2011 17:02 by tangmoez in Fiction-Shortfic

Title: Dumb
Paring: Yunho x Jaejoong
Rate: PG-13
Warning: เรื่อง นี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล มีเจตนาเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น เนื้อหาเป็นแนว Boy's Love หรือ yaoi อาจมี คำไม่สุภาพที่สร้างความไม่พอใจ ขัดเคืองใจให้กับท่านผู้อ่านได้ หากท่านผู้อ่านท่านใดมีความชอบที่แตกต่างกัน ขอให้ปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

Dumb (BGM - Listen)

 

 

ใครจะไปเชื่อว่าผู้ชายหน้าตาดี นิสัยดี มีดีกรีเป็นนักกีฬาประจำจังหวัด สาวๆ ตามจีบรุมแจกขนมจีบให้ตรึมขนาดนี้อย่างยุนโฮ จะมีประสบการณ์แอบรักเขาข้างเดียวที่ยาวนานถึงหกปี จะว่าไปแล้วยุนโฮก็เป็นผู้ชายที่ถือว่าเพอร์เฟ็คมากๆ คนหนึ่งเลยล่ะ แถมยังออกแนวแบดบอยเล็กๆ อย่างที่ผู้หญิงสมัยนี้ชอบเสียด้วย ถ้าคิดจะจีบผู้หญิงสักคนละก็...รับรองไม่มีพลาด

 

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่ายุนโฮไม่คิดจะจีบใครเลยนี่สิ กับคนที่ชอบมานานก็ไม่มีความกล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปคุยด้วย ด้วยซ้ำไป

 

คนคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน คิมแจจุง คนนี้...นี่เอง!

 

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้ชายแบดบอยส่วนใหญ่มักจะสิ้นฤทธิ์เมื่อได้เจอผู้หญิงที่น่ารัก อ่อนหวาน ขี้อายละมุนละไม พูดแต่คำว่าอะไรก็ได้ – ทำนองนี้ ไม่ใช่ว่ายุนโฮไม่เห็นด้วย ตัวเขาเองก็เคยเกือบสิ้นฤทธิ์กับผู้หญิงประเภทนั้นแล้วเหมือนกัน แต่ก็แค่เคย ก็แค่เกือบ เพราะเขาดันมาเจอ คิมแจจุง เสียก่อน

 

แจจุงไม่ได้เรียบร้อย น่ารัก ตามแบบฉบับที่ผู้ชายแบดบอยต้องการ แจจุงเป็นตัวของตัวเอง สดใส สนุกสนาน กล้าแสดงออก ตรงกันข้ามเกือบทุกอย่าง เว้นอยู่อย่างเดียวก็คือ แจจุงนั้นน่ารักมากกกกกกกกกกก มากถึงมากที่สุด! และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้แจจุงถูกนับเข้าไปในกลุ่มที่ผู้ชายแบดบอย (และไม่แบดบอย) จะต้องสิ้นฤทธิ์เมื่อได้เจอ

 

แจจุงเรียนอยู่ห้องเรียนเดียวกันกับยุนโฮตั้งแต่ ม.1 ความน่ารักสดใสฉายออกมาตั้งแต่ตอนนั้น แจจุงมักจะถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักเรียนไปทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ นั่นเลยทำให้ความโด่งดังของแจจุงทวีคูณขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่นักเรียนในโรงเรียนที่ชอบ แต่ยังลามไปถึงนักเรียนต่างโรงเรียน พอโตขึ้นมาอีกหน่อยแม้แต่รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยก็มี

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ยุนโฮไม่กล้าจีบก็ได้ล่ะมั้ง

 

ชีวิตในโรงเรียนมัธยมตลอดหกปีที่ผ่านมา...แจจุงอาจไม่เคยรู้ว่า

♥โลลิป๊อปสีชมพูสดใสในกองขนมที่แจจุงได้เกือบทุกวันตอนม.1 นั้นเป็นของยุนโฮ

♥ยุนโฮแอบเอาตุ๊กตาคิตตี้ตัวใหญ่ไปวางไว้ที่หน้าบ้านของแจจุงในวันเกิดตอนม.2

♥เคยทะเลาะกับที่บ้านครั้งใหญ่ตอนม.3 เมื่อยุนโฮปฏิเสธที่จะไปเรียนต่อในโรงเรียนกีฬาชื่อดังของจังหวัด เพียงเพราะต้องการจะเรียนต่อที่เดียวกับแจจุงเท่านั้น

♥ค่าขนมของยุนโฮต้องหายไปหกเดือนตอนม.4 เพียงเพราะต้องการซื้อหูฟังของ Dr.Dre ที่แจจุงเปิดดูในคาบเรียนคอมพิวเตอร์

♥จนถึง ม.5 แจจุงคือเหตุผลเดียวที่ทำยุนโฮต้องนั่งหลังห้อง นั่นก็เพราะเขาต้องการที่จะใช้เวลาในห้องเรียนแอบมองแจจุงให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

♥และตอนนี้เพื่อนเรียนร่วมชั้นม.6 รู้กันหมดแล้วว่ายุนโฮชอบแจจุง!


.

.

แจจุงกำลังนั่งร่วมประชุมกับคณะกรรมการนักเรียนเพื่อหารือเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาสีในปี้นี้ เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายแล้ว เหล่าคณะกรรมการนักเรียนที่อยู่ม.6จึงครึกครื้นกันเป็นพิเศษเพราะหวังจะทำมันออกมาให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการส่งท้ายให้กับตัวเอง โดยมีแจจุงนั่งง่วงอยู่ปลายโต๊ะประชุม

 

“แจจุง ทำไมวันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเลย ไม่สบายเหรอ” มือเล็กๆ แปะลงหน้าผากเพื่อนสนิท

 

“อืม...ปวดหัวนิดหน่อย”

 

“ก็ถึงว่าแปลกปกติแล้วงานแบบนี้ชอบจะตายไป ไปนอนห้องพยาบาลมั้ยเดี๋ยวเราพาไป?”

 

“ไม่ต้องหรอกนายประชุมต่อเถอะ ฉันไปเองได้”

 

“ได้จริงนะ?”

 

แจจุงพยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นเพื่อขอโอกาสพูดแทรก

 

“ว่าไงครับแจจุง” ซึงฮยอนประธานนักเรียนที่นั่งหัวโต๊ะเป็นคนถาม

 

“ฉันปวดหัวขอไปนอนห้องพยาบาล...นะ” คำลงท้ายที่แทบจะทำให้กรรมการนักเรียนกดปุ่มอนุญาตทันที ซึงฮยอนพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตก่อนแจจุงจะเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางที่งุนงงสุดฤทธิ์

 

 

‘แจจุงไม่สบาย ไปห้องพยาบาลแล้ว
บอกยุนโฮว่าถ้าอยากทำคะแนนก็รีบๆ ซะ

ก่อนจะไม่มีเวลา
!!’

 

ข้อความทางมือถือที่จุนซูส่งเข้าเบอร์ยูชอน ถูกส่งไปให้ยุนโฮอ่าน ดวงตาเรียวที่กำลังจะหลับในตอนแรกแทบจะหลุดออกมา

 

“เอาไงมึง?” ยูชอนถาม

 

“.........” ไม่มีสัญญาณตอบรับ

 

 

ยุนโฮนั่งเหม่อลอยทั้งบ่าย เมื่อที่นั่งประจำของแจจุงว่างเปล่า เพราะเจ้าตัวไปนอนป่วยอยู่ที่ห้องพยาบาล ประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของหัวใจทั้งหมด ยุนโฮอยากไปห้องพยาบาลมาก! อยากไปดูว่าแจจุงหลับสบายมั้ย อยากได้อะไรเพิ่มรึเปล่า แต่อีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือยุนโฮ...ไม่กล้า

 

ขายาวๆ เดินผ่านห้องพยาบาลที่อยู่ชั้นล่างสุดของตึกเป็นรอบที่หก...

 

รอบแรกยุนโฮเดินผ่านแล้วแต่มองไม่เห็นใครจึงต้องย้อนกลับมาใหม่รอบที่สองและเมื่อมองเห็นแจจุงแล้วในรอบที่สามและรอบที่สี่ยุนโฮจึงพยายามสังเกตว่าแจจุงหลับแล้วหรือยัง ส่วนรอบที่ห้าและรอบที่หกก็เพื่อจะดูว่าแจจุงตื่นแล้วหรือยัง ทั้งๆ ที่แต่ละครั้งห่างกันไม่ถึงห้านาที

 

ดูเหมือนว่าวันนี้หลังจากที่โดนยูชอนด่าด้วยสายตา ยุนโฮจึงมีความคิดที่จะเอาชนะยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่แสนจะแข็งแกร่งนั้นด้วยการเป็นฝ่ายเข้าหาแจจุง เพราะตลอดหกปีที่ผ่านมาแจจุงเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อนเสมอ เขาก็อยากจะหลงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าแจจุงเองก็คงจะมีใจให้ ถ้าเพียงแต่ว่า...แจจุงไม่ได้ทำแบบนี้กับทุกคน

 

รอบที่เจ็ด...หลังจากที่ยืนคิดอยู่นานในที่สุดยุนโฮก็รวบรวมความกล้าจับบานประตูห้องพยาบาลก่อนจะค่อยๆ ผลักมันเข้าไปให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะในห้องพยาบาลมันเงียบเกินไป เสียงแรงดันที่เกิดจากลมและกระจกจึงทำให้แจจุงลืมตาขึ้นมา

 

ยุนโฮยืนนิ่ง...เหมือนถูกสต๊าฟฟ์

 

แจจุงส่งยิ้มให้ “มาเยี่ยมฉันเหรอยุนโฮ?”

 

“อ่า...อื้ม...เอ่อ...หายดีแล้วรึยัง?”

 

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ” แจจุงลุกขึ้นนั่งบนเตียงคนป่วยก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้อีกที “ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะ”

 

ยุนโฮไม่ได้ยิ้มตอบหรือพูดอะไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยุนโฮรู้สึกแบบนี้ ... คุณเคยรู้สึกถึงผีเสื้อที่บินวนอยู่ในท้องคุณมั้ย เคยเป็นแบบนี้รึเปล่า? ถ้าคุณได้ชอบหรือรักใครมานานแบบยุนโฮบางทีคุณก็อาจจะเข้าใจ แบบนี้แหละ...เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่แจจุงยิ้มให้ ความรู้สึกแบบนั้นให้อธิบายก็คงจะไม่ได้ รู้แค่ว่ามัน...มีความสุขสุดๆ แบบบอกไม่ถูก

 

“ทำไมนายทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” แต่ความรู้สึกกับการแสดงสีหน้าของยุนโฮไปกันคนละทาง

 

“เอ่อ...ปะ...เปล่าๆ” เขากำลังต่อสู้กับตัวเอง กำลังบังคับให้ตัวเองให้ทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่กล้าทำ แค่พูดออกมาแค่คำเดียว คำว่า ‘ชอบ’ คำเดียวที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะยุนโฮมั่นใจหากเขาได้พูดคำนี้ออกไปเมื่อไหร่ ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจจะถูกปลดล็อค

 

“กีฬาสีปีนี้นายช่วยถือป้ายให้หน่อยได้มั้ย?” ก่อนที่ยุนโฮจะบังคับตัวเองได้แจจุงก็ดันเป็นคนพูดขึ้นมาเสียก่อน

 

“ได้สิ” รับปากแบบไม่ต้องคิด “ว่าแต่...”

 

“หืม?”

 

“คือ...ฉัน...” พยายามเข้าสิยุนโฮ นายต้องทำได้ “ฉัน...คือ...นาย” ชอบยุนโฮ ท่องไว้ ชอบ ชอบ พูดออกไป! “คือ...นายให้ฉันถือป้ายคู่กับใครเหรอ?”

 

ไอ้บ้ายุนโฮ ยุนโฮไอ้คนโง่!!

 

“เอาซะฉันลุ้นจนเหนื่อยเลย นายอยากถือกับใครล่ะ?”

 

ฉันอยากถือกับนาย “ใครก็ได้...ฉันไม่มีปัญหา” ทีแบบนี้ล่ะพูดคล่องเชียว

 

“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปปรึกษากับที่ประชุมพรุ่งนี้ ถ้าพวกเขารู้ว่านายยอมถือป้ายให้จะต้องดีใจแน่ๆ”

 

“อะ...อื้ม”

 

“ดูเหมือนฉันจะปวดหัวอีกรอบแล้วล่ะ” สีหน้าท่าทางของแจจุงทำเอาความกังวลพุ่งจี๊ดขึ้นหัวใจยุนโฮ “ฉันขอนอนต่อนะ”

 

“ครับ”

 

ยุนโฮ...นายมันโง่เง่าที่สุด

 

 

ยูชอนกับจุนซูนั่งรอข่าวที่ห้องเรียนหลังจากทั้งไล่ ทั้งถีบให้ยุนโฮไปเยี่ยมแจจุงที่ห้องพยาบาล แต่แค่เห็นหน้ายุนโฮที่กำลังเดินมาอยู่ไกลๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ ไม่ต้องเดาก็ถูก ยุนโฮก็คงเป็นยุนโฮขี้ป๊อดเหมือนเดิม

 

เขาเดินคอตกเข้ามาใกล้ๆ เพื่อนทั้งสองคนที่กำลังนั่งหน้าเซ็งโลกสุดฤทธิ์ เป็นจุนซูที่ลุกหนีออกไปก่อน ไม่ใช่จุนซูไม่ชอบยุนโฮ จุนซูชอบยุนโฮมากเลยต่างหาก – ชอบที่ยุนโฮนิสัยดีและตลอดเวลาหกปีที่ผ่านมาก็มั่นคงกับแจจุงเสมอ ต่อให้ใครหน้าไหนจะเอาขนมจีบมาขายทั้งลด แลก แจก แถม ยุนโฮก็ไม่เคยไหวหวั่น แต่ก็นะ...หกปีที่ผ่านมามันก็ออกจะนานไปหน่อย แถมเจ้าตัวก็ยังคงใบ้กินทุกครั้งที่เห็นหน้าแจจุงแบบเนี้ย คนที่เป็นกองเชียร์มันก็ต้องมีอารมณ์เสียกันบ้าง

 

“จุนซูโกรธฉันเหรอ?”

 

“อย่าว่าแต่จุนซูเลย กูก็โกรธ...มึงนี่น่ารำคาญจริงๆ ว่ะ”

 

“ก็แล้วจะให้กูทำไงล่ะ กูไม่กล้านี้”

 

“เออ...มึงเป็นแบบนี้ไปให้ได้ตลอดก็แล้วกัน วันหนึ่งแจจุงควงแฟนมาเปิดตัวมึงอย่ามาร้องไห้ให้กูเห็นนะ”

 

“ยูชอน มึงไม่ช่วยมึงก็อย่าซ้ำเติมดิวะ”

 

“อะไรนะ?! มึงบอกว่ากูไม่ช่วยมึง? แล้วที่ผ่านมากูไม่ได้ทำอะไรเลยรึไง?”

 

“ก็...เออ...แม่ง กูก็แค่เปรียบเทียบ”

 

ยูชอนนั่งมองยุนโฮที่นั่งเหม่อด้วยสายตาที่เวทนาปนสมเพช พร้อมจะแปลงร่างเป็นลูกหมาขี้ป๊อดทุกครั้งที่เห็นหน้าแจจุง ยุนโฮไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปคุยแบบเป็นธรรมชาติ อย่างมากก็จะทำแค่ไปเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ แจจุงให้แจจุงหันมาเห็นและเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน หกปีที่ผ่านมาพฤติกรรมโง่ๆ แบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว

 

“มึงนี่มันน่าสมเพชจริงๆ ว่ะยุนโฮ” คนถูกต่อว่าไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองอย่างใด ยุนโฮก้มหน้าเอามือกอดท้ายทอยตัวเองไว้อย่างสิ้นหวัง

 

“กูพยายามแล้วนะ แต่แม่ง...แค่กูเห็นหน้าแจจุงกูก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว”

 

“แล้วมึงกะจะบอกอะไรกับเขาล่ะถ้ามึงพูดได้น่ะ”

 

“บอกว่ากูชอบเขามั้ง ไม่เห็นหน้าเขาสักวันกูรู้สึกเหมือนจะลงแดงตาย”

 

“.........”

 

“แต่ก็นั่นแหละ กูไม่กล้า”

 

“ที่มึงไม่กล้าเพราะอะไร มึงกลัวโดนปฏิเสธเหรอ?”

 

เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮเอาคำพูดของยูชอนมาคิด นั่นน่ะสิ ตลอดหกปีที่ผ่านมาที่ไม่เคยพูดอะไรสักครั้งเป็นเพราะเขากลัวคำปฏิเสธอย่างนั้นเหรอ

 

“กูว่าไม่ว่ะ” ยุนโฮตอบ “กูไม่ได้กลัวโดนปฏิเสธ แต่กูไม่กล้า แค่ไม่กล้าเฉยๆ น่ะ มึงเข้าใจมั้ย?”

 

“หึ!” ยูชอนตอบ เป็นคำตอบที่ทำให้ยุนโฮต้องแค่นยิ้มใส่ตัวเอง อายนิดๆ ตลกหน่อยๆ “จะยังไงก็แล้วแต่ มึงจะกลัวหรือไม่ได้กลัวโดนปฏิเสธก็ชั่ง จำไว้แค่ว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายและนี่ก็เป็นเทอมสุดท้ายของมึงแล้ว จะทำอะไรก็รีบๆ ทำซะ กูกลับบ้านล่ะ”

 

 

แจจุงหายป่วยแล้วและในที่สุดก็มาถึงวันงานกีฬาสีวันที่ทุกคนรอคอยกันเป็นพิเศษ เพราะปีนี้เป็นปีแรกที่ยุนโฮยอมถือป้ายให้กับโรงเรียน อันที่จริงก็ไม่ได้อยากถือนักหรอกแต่เพราะแจจุงเป็นคนเอ่ยปากชวน เขาก็เลยไม่อยากจะปฏิเสธ ให้ทำอะไรก็ทำทั้งนั้น ให้ไปตายก็ยังไปเลย

 

ยุนโฮมานั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ข้างสนามฟุตบอลหลังจากที่นักเรียนกำลังทยอยเดินเข้ามาในโรงเรียน เสียงหัวเราะพูดคุยกันแข่งกับเสียงกลองทำตีเป็นจังหวะไม่หยุด ทำเอาคนที่ร้อนจะตายอยู่แล้วยิ่งอารมณ์เสียขึ้นกว่าเดิม เพื่อนก็พากันหายหัวไปหมด แน่ล่ะ วันนี้มันวันหยุดนี่ใครจะสนใจมาดูกีฬาบ้าง หนีออกไปเล่นเกมกันหมด

 

“รุ่นพี่จองคะ” เสียงใสๆ ของรุ่นน้องทำให้หน้าตาที่กำลังยู่ยี่ของยุนโฮต้องรีบกลับเข้าสู่โหมดปกติ

 

“ครับ?”

 

“พวกเราขอถ่ายรูปคู่กับรุ่นพี่ได้มั้ยคะ?”

 

“ได้สิครับ” ยุนโฮยิ้ม ก่อนที่เด็กๆ จะทยอยสับเปลี่ยนกันเข้ามาเพื่อขอถ่ายรูปกับยุนโฮทีละคนสองคน จากตอนแรกมีนักเรียนหญิงแค่ประมาณสี่-ห้าคนเท่านั้นที่เดินมาขอ แต่กลายเป็นว่า ถ่ายไปถ่ายมาไม่รู้พากันมาจากไหน ยืนล้อมหน้าล้อมหลังยุนโฮไว้จนหมด ยุนโฮยิ้มจนปากสั่น

 

เขาแทบจะหมดแรงยิ้มตอบเด็กๆ กลุ่มสุดท้าย ก่อนจะเดินเข้าไปหลบหลังบ้านพักอาจารย์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล รอจังหวะที่นักเรียนไม่ค่อยมีค่อยหนีกลับบ้าน

 

“ไอ้ยูชอน มึงนะมึง รับปากไว้ดิบดีว่ารออยู่ประตูโรงเรียน” ยุนโฮกร่นด่าเพื่อนรักที่รับหน้าที่เป็นคนถือทั้งกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือไว้ให้ แต่ดันหนีหายไปไหนไม่รู้ ตอนนี้จะกลับบ้านก็เลยไม่กลับซะที เซ็ง!

 

“อ้าวยุนโฮ” เสียงที่เหมือนหยุดทุกสิ่งทุกอย่างดังอยู่ข้างหลัง ยุนโฮนั่งตัวแข็งทื่อก่อนจะค่อยๆ หันมาอย่างช้าๆ “มานั่งหลบใครแถวนี้?” แจจุงถามและก็อมยิ้ม

 

“เอ่อ...คือ...มารอยูชอนน่ะ”

 

“แล้วยูชอนจะหานายเจอมั้ยล่ะเนี่ย?”

 

“เอ่อ...” เถียงไม่ออก

 

“ฉันรู้หรอกน่า นายมาหลบรุ่นน้องที่มาขอนายถ่ายรูปล่ะสิ”

 

“อะ...อื้ม”

 

“เห็นยืนยิ้มจนปากสั่น กะจะเข้ามาช่วยแล้วแต่ไม่ทัน” แจจุงพูดไปเรื่อยเปื่อย “กลับบ้านมั้ยเดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

“มะ...ไม่เป็นไรๆ”

 

“ไม่เป็นไรเหมือนกัน ไปเถอะเดี๋ยวฉันไปส่ง เพื่อเป็นการขอบคุณที่นายอุตส่าห์ยอมมาถือป้ายให้โรงเรียนด้วย”

 

“เอา...เอางั้นจริงเหรอ?”

 

“จริงสิ! ป้ะ” ไม่มีการฉุดกระชากลากถู แจจุงหันหลังเดินไปยุนโฮก็เดินตามต้อยๆ เหมือนลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด แค่ข้างหลังของแจจุงก็สวยจนยุนโฮละสายตาไม่ได้

 

ตอนนี้...ได้โอกาสแล้ว พูดสิยุนโฮ พูดสิ!

 

“นายนี่นิสัยดีจังนะ” ขณะที่ขับรถไปแจจุงก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย “มิน่าถึงได้ป๊อปปูล่าแบบนี้”

 

“ไม่หรอก”

 

“จริงๆ นะ ไม่ว่าฉันจะขอให้นายช่วยอะไร นายก็ช่วยฉันตลอด”

 

ก็เพราะว่าเป็นนายไงแจจุง

 

“แม้แต่รุ่นน้องที่เข้ามาขอถ่ายรูปนายจนนายยิ้มจนเหนื่อย แต่นายก็ไม่บ่น เยี่ยมเลยๆ ไปเป็นดาราได้เลยนะเนี่ย”

 

ยุนโฮนั่งมองแจจุงที่กำลังพูดไปตลอดทาง เขาไม่ได้มีความคิดที่จะชวนแจจุงคุยเลยสักนิด และถ้าหากแจจุงจะถามอะไรเขาจะต้องย้ำคำถามถึงสองครั้งเพื่อเป็นการเรียกสติของยุนโฮที่หลุดลอยไปกลับเข้ามาก่อนจะตอบคำถาม ยุนโฮไม่อยากให้ถึงบ้านเลยจริงๆ อยากเอ่ยปากชวนแจจุงไปนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อน ทีไหนก็ได้เขาไม่เกี่ยง

 

“บ้านนายเลี้ยวซอยนี้ใช่มั้ย? ยุนโฮ บ้านนายเลี้ยวซอยนี้ใช่รึเปล่า?”

 

“อะ...อ้อ ใช่ๆ”

 

แต่ถึงทุกครั้งที่แจจุงถามจะต้องถามย้ำถึงสองครั้ง แจจุงก็ไม่มีสีหน้ารำคาญหรือบ่นอะไรยุนโฮ ออกแนวตลกด้วยซ้ำไป ใครว่ายุนโฮนิสัยดี แจจุงต่างหากที่นิสัยดี

 

อันที่จริงยุนโฮรู้ตัวว่าเขามีข้อเสียตั้งมากมายไหนจะขี้ป๊อด ขี้กลัว โง่ งี่เง่า เฮงซวย ไร้สาระ ปัญญาอ่อนและอีกสารพัด ที่พูดไปสิบปีก็อาจจะไม่หมด ยุนโฮยอมให้แจจุงรู้ข้อเสียของเขายังจะดีซะกว่าการที่แจจุงรู้แต่วิธีเข้ามาในหัวของเขาและทำให้เขารู้สึกเหมือนจะบ้าตาย อึดอัดชะมัด

 

“ถึงแล้ว” แจจุงเว้น “ใช่มั้ย?” รถจอดสนิทอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ทางเข้าเขียนไว้ว่า ‘บ้านทนายจอง’ เหมือนมีก้อนหินหล่นมาทับยุนโฮ หมดเวลาอีกแล้ว

 

“อื้ม...ใช่แล้ว”

 

“เรียนจบไปนายคงจะไปเป็นทนายเหมือนพ่อของนายสินะ” เหมือนเป็นประโยคบอกเล่ามากกว่าประโยคคำถามยุนโฮจึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

 

“เอ่อ...แจจุง”

 

“หืม?” แจจุงที่กำลังชะเง้อมองบ้านของยุนโฮหันกลับมามองที่เจ้าของบ้านแทน “นายว่าอะไรนะ?”

 

“เอ่อ...เปล่า” เขาตอบ “ขอบคุณที่มาส่งนะ”

 

“ไม่เป็นไร เจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนนะ”

 

แจจุงยิ้ม ยุนโฮยิ้ม ก่อนแจจุงจะขับรถออกไปเมื่อประตูรถปิดสนิทลง

 

ยุนโฮไม่ได้เดินเข้าบ้าน ขายาวๆ ของเขาเดินตามรถของแจจุงที่ขับไกลออกไปเรื่อยๆ แต่นอกเหนือจากมองยุนโฮก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว “ฉันชอบนายนะ...แจจุง” ลำคอของเขาแห้งผาก

 

ความสุขอยู่กับเราไม่นาน มันก็เหมือนฤดูต่างๆ ที่มาแล้วก็ไป ตอนอยู่กับแจจุงยุนโฮก็เหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ มองไปทางไหนก็รู้สึกมีความสุขสดชื่น แต่ทันทีที่แจจุงหันหลังและเดินจากไป มันก็ไม่ต่างอะไรจากฤดูใบไม้ร่วงเลย

 

กีฬาสีผ่านไปวันสอบปลายภาคก็ยิ่งใกล้เข้ามา นักเรียนในห้องพากันตื่นเต้นเกี่ยวกับเรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัย บางคนวางแผนเอาไว้ว่าจะไปอยู่หอพักกับแฟน บางคนก็วางแผนไว้ว่าจะไปอยู่ไกลเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับบ้านบ่อย บางคนก็วางแผนว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยใกล้ๆ บาง ส่วนยุนโฮเขาไม่มีแผนอะไรในหัวอันที่จริงถ้าตามแจจุงไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ นั่นก็จะเป็นทางเลือกของเขา

 

จุนซูเลิกสนใจยุนโฮตั้งแต่วันนั้นแล้ว ประมาณว่ารู้สึกผิดหวังอยู่หน่อยๆ หลังจากวันนั้นมายุนโฮก็ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหรือแรงเชียร์อะไรจากจุนซูอีก จุนซูแค่เข้ามาคุย มาเล่นเหมือนปกติแต่ไม่มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับแจจุงมาเล่าให้ยุนโฮฟัง

 

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ยูชอนพูดเบาๆ เมื่อยุนโฮบ่นเรื่องนี้ให้ฟัง “ถ้ามึงทำตามที่คนอื่นเขาบอกตั้งแต่แรกมึงก็คงไม่ต้องพึ่งตัวเองแบบนี้หรอก”

 

“ก็กูไม่กล้า”

 

“มึงไม่กล้าแล้วจะให้กูทำไงล่ะ ไปบอกแจจุงแทนมึงเหรอ?”

 

ยุนโฮเงียบ

 

“อย่าคิดเลยนะมึง กูไม่ไปให้มึงหรอก”

 

“ไมอะ?”

 

“เรื่องของใครเรื่องของมัน กูช่วยมึงเท่าที่กูจะทำได้”

 

“เรื่องนี้มึงก็ช่วยกูได้นี่”

 

“แล้วทำไมมึงต้องให้กูไปบอก มึงจะไม่คิดถึงใจคนฟังเขาหน่อยเหรอไง”

 

“..........”

 

“ถ้าตอนมึงทะเลาะกัน มึงต้องให้กูไปเถียงแทนมึงด้วยมั้ย?”

 

“...........”

 

“ตอนมึงจะเลิกกัน มึงต้องให้กูไปบอกเลิกแจจุงให้ด้วยมั้ย?”

 

“กูไม่เลิกกับแจจุงหรอก”

 

“ปากเก่งแต่ตอนอยู่กับกูนะมึง”

 

โดนด่าเสร็จยุนโฮก็เดินคอตกออกไป ปล่อยให้ยูชอนนั่งวาดรูปการบ้านวิชาศิลปะต่อ จุนซูที่นั่งรอจังหวะนี้อยู่นานเดินเข้าไปหายูชอน ยุนโฮหันไปเห็นคนสองคนกำลังนั่งคุยกันด้วยท่าทางจริงจัง เขายกมุมปากอย่างเซ็งๆ ก่อนจะหันหลังออกจากห้องและก็กลับบ้านไปเลย

 

 

เช้าวันเสาร์ยูชอนโทรนัดยุนโฮให้ออกมาข้างนอก บอกว่าเป็นการเลี้ยงส่งท้ายก่อนจะไปเรียนต่อที่อื่น ถึงแม้ยุนโฮจะด่ายูชอนไปยกใหญ่ว่าเวอร์เกินเหตุแต่เขาก็ยอมออกมาด้วย เพียงเพราะได้ยินว่าจุนซูจะยอมช่วยยุนโฮอีกครั้งหนึ่ง

 

ยุนโฮชะเง้อมองหาเพื่อนในร้านอาหาร ไม่นานก็เห็นมือโบกหย็อย ขายาวๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปก่อนจะนั่งลงข้างๆ ยูชอน

 

“ไงยุนโฮ” จุนซูเป็นคนเอ่ยทักทาย

 

เขายิ้มแต่ไม่ได้ตอบ

 

“ฉันได้ยินจากยูชอนว่านายอยากให้ยูชอนไปบอกความรู้สึกของนายกับแจจุงเหรอ?”

 

“ก็...อืม อะไรทำนองนั้น แต่ยูชอนไม่ยอมน่ะ”

 

“ฉันจะทำให้” จุนซูบอก ยุนโฮทำตาโต

 

“จริงเหรอ?”

 

“จริงสิ แต่มีข้อแม้นะ” เห็นยุนโฮทำหน้างงจุนซูจึงพูดต่อ “นายต้องเป็นคนพูดเอง...”

 

“อ้าว”

 

“ฟังให้จบก่อนสิ! นายต้องเป็นคนพูดเอง อัดเสียงไว้แล้วฉันจะเอาไปเปิดให้แจจุงฟัง ฉันช่วยนายได้เท่านี้แหละ”

 

ข้อเสนอของจุนซูฟังดูดีมาก แต่ลึกๆ ยุนโฮก็แอบหวั่น เพราะถึงจะไม่ได้พูดต่อหน้าแจจุงเองแต่แค่รู้ว่าต้องพูดเพื่อเอาไปให้แจจุงฟังมือของเขาก็ชื้นเหงื่อขึ้นมาทันที

 

“ถ้าไม่เอาก็ตามใจนะ ฉันหมดปัญญาแล้ว”

 

“เอาๆๆ เอาวิธีนี้แหละ” เห็นจุนซูกำลังจะเดินหนียุนโฮก็ต้องรีบคว้าโอกาส ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้มั้ยแต่ก็ต้องเอาไว้ก่อน

 

“พร้อมเมื่อไหร่ก็เอาเทปมาให้ฉันละกันนะ ไปล่ะ”

 

ยูชอนโบกมือลาจุนซูก่อนจะหันมาคุยกับยุนโฮอย่างเป็นเรื่องเป็นราว “ตบปากรับคำกับจุนซูไว้แล้วก็ทำให้ได้นะเว้ย รายนั้นเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น”

 

“อืม”

 

“สั่งอะไรกินกันเหอะ มึงจ่ายนะ?”

 

“อ้าว แล้วมึงชวนกูมาบอกเลี้ยงก่อนไปเรียนมหา’ลัยนี่ไม่ได้หมายความว่ามึงจะจ่ายให้กูเหรอ?”

 

“เรื่องอะไรล่ะ มึงแหละจ่าย”

 

“ไม่ จ่ายใครจ่ายมันเว้ย”

 

“ยุนโฮกูเป็นเพื่อนมึงนะ”

 

“กูก็เป็นเพื่อนมึงเหมือนกัน”

 

“ก็นั่นน่ะสิ มึงเป็นเพื่อนกูมึงก็ต้องเลี้ยงกู จบมั้ย?”

 

“คราวที่แล้วที่มึงเอาโทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์กูไปถือไว้แล้วแม่งหนีหายกลับบ้านก่อนกูยังไม่จัดการมึงนะ”

 

“ถ้ามึงจัดการกู กูก็จะบอกให้จุนซูไม่ต้องช่วยมึง”

 

“..........”

 

“ไง? ตกลงจะเอาไง?”

 

“เออๆ จะแดกอะไรก็รีบสั่ง แม่ง...เลวจริงมึง”

 

ยูชอนไม่ได้สะทกสะท้าน หยิบเอาเมนูที่วางอยู่ใกล้ๆ ตัวมาเปิดดูก่อนจะเลือกเมนูอาหารอย่างสบายใจ โดยมียุนโฮนั่งทำตาเขียวใส่

 

ก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่คิด เพราะหลังจากยูชอนกินเงินของยุนโฮจนอิ่มท้องเขาก็อาสาช่วยยุนโฮทุกวิถีทาง โดยไม่ปริปากบ่น เครื่องบันทึกเสียงถูกจ่ออยู่ที่ปากของยุนโฮราวกับรอสัมภาษณ์นักการเมือง

 

“มึงก็พูดอะไรสักทีดิ๊”

 

“เดี๋ยวดิ...คิดก่อน”

 

“มึงยังต้องคิดอะไรอีก ไม่ต้องให้มันสวยหรูก็ได้ คิดอะไรก็พูดออกมา” ยูชอนแนะนำ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

 

ยุนโฮนั่งอมพะนำพูดพึมพำอยู่กับเครื่องบันทึกเสียง แต่พูดไปได้แค่สองสามคำก็เอาแต่เรียกร้องจะเอาใหม่ๆ หวิดจะโดนเครื่องบันทึกเสียงตีหัวอยู่หลายที แล้วในที่สุดยูชอนก็หาทางออกได้

 

“เอางี้...กูจะสัมภาษณ์มึงนะ”

 

“มึงพูดบ้าอะไรของมึงเนี่ย”

 

“ไม่...ก็เหมือนตอนนั้นไง ที่กูถามมึงแล้วมึงแม่งก็ตอบซะคล่องปรื๋อ”

 

“แล้ว?”

 

“ก็เอาแบบนั้น พอมึงจะตอบกูค่อยกดบันทึก” ยุนโฮพยักหน้าหงึกหงัก “ตกลงเอาตามนี้นะ?”

 

“อืม”

 

พอเปลี่ยนวิธีก็เป็นไปตามคาด ยุนโฮพูดจารู้เรื่องขึ้นกว่าเดิมรวมถึงกล้าพูดในสิ่งที่คิดไว้ด้วย ยูชอนที่นั่งฟังไปด้วยถามไปด้วย บางทีก็รู้สึกอึ้ง บางทีก็รู้สึกอยากอ้วก แต่จนแล้วจนรอดการสัมภาษณ์ความรู้สึกของยุนโฮประหนึ่งยุนโฮเป็นดาราหรือไม่ก็นักการเมือง ก็สิ้นสุดลง

 

ยุนโฮใจเต้นไม่เป็นจังหวะทันทีที่พูดจบ เมื่อคิดถึงตอนที่แจจุงได้ฟัง ความรู้สึกเหมือนถูกฉุดลงจากที่สูงๆ ยังไงยังงั้น

 

“ยูชอนกูเปลี่ยนใจแล้ว”

 

“อะไร?”

 

“เอาเทปมา”

 

“มึงจะพูดเองเหรอ?”

 

“เปล่า กู...”

 

“หรือมึงจะเอาไปเผาทิ้ง”

 

“ไม่...แต่ก็แค่กูยังยังไม่พร้อม”

 

“ถ้ารอมึงชาติหน้ามึงก็ไม่พร้อมหรอก กูกลับบ้านแล้วนะ หลังจากนี้จุนซูกับกูจะจัดการเอง”

 

“เฮ้ย! ไอ้ยูชอน หยุดเดี๋ยวนะมึง แม่ง!” ได้แต่ตะโกนไล่หลัง เพราะวิ่งตามยูชอนที่ใส่เกียร์หมาไปนานแล้วไม่ทัน ยุนโฮนั่งชายเสื้อตรงบริเวณหัวใจอยู่พักหนึ่ง เขาจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าพูดอะไรใส่เครื่องบันทึกเสียงนั่นบ้าง ไม่น่าเลยกู

 

ทุกๆ วันหลังเลิกเรียนยุนโฮจะต้องไปเดินเบียดยูชอนเพื่อถามความเป็นไปเกี่ยวกับเทปนั่น ว่าตกลงได้เปิดให้แจจุงฟังแล้วรึยัง แล้วแจจุงว่ายังไงบ้าง แต่คำตอบที่ยูชอนให้มาทุกครั้งคือ

 

กูไม่รู้ มึงอยากรู้ก็ไปถามจุนซูดิ 

 

ก็แล้วใครมันจะกล้าไปถามล่ะ? ยิ่งถ้าหากยูชอนเล่าถึงความป๊อดของเขาตอนพูดอัดเทปอีกล่ะก็ มีหวังเจอจุนซูเมื่อไหร่จะโดนด่าด้วยสายตาอีกแน่ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ยุนโฮทำได้และได้ทำคือ รอ รอเท่านั้นแหละ รอจนกว่าจุนซูจะมาพูดเองหรือไม่ก็อาจจะเป็นแจจุงที่เดินเข้ามาพูดกับเขา ถ้าให้เลือกอยากจะให้จุนซูเป็นคนมาพูดจะดีกว่านะ

 

ยุนโฮกำลังนั่งทำการบ้านขณะที่ยูชอนไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร ไปขนไม้กวาดมาจากไหนไม่รู้มากองไว้อยู่หลังห้อง ยุนโฮขี้เกียจที่จะสงสัยหรือไปถามอะไร เพราะรู้ว่ายูชอนมันเป็นคนติสต์

 

“ไอ้ยุนโฮ”

 

“อือ” ตอบแต่ก็ไม่ได้หันไปมอง มือหนายังจดการบ้านยุกยิกๆ

 

“กูเรียกมึงก็หันมาหน่อยดิ” เขากระแทกปากกาลงกับโต๊ะก่อนจะหันไปมอง ยูชอนยืนอยู่หลังด้วยสภาพเหงื่อโชกไปทั้งตัว กองไม้กวาดอีกหลายมัดวางไว้ใกล้ๆ “ช่วยกูขนไปเก็บหน่อยดิ”

 

“กูทำการบ้านอยู่มึงไม่เห็นเหรอ?”

 

“กูเหนื่อยมึงไม่เห็นรึไงล่ะ?”

 

“ก็อุตส่าห์ทำเป็นไม่สนใจมึงแล้วนะ”

 

“ช่วยไม่ได้ ช่วยกูขนหน่อยดิ จุนซูแม่งไม่รู้คึกอะไรขนไม้กวาดมาบริจาคให้โรงเรียน แล้วลำบากใครล่ะทีนี้ กูไง” ยูชอนทำหน้าซังกะตาย ซึ่งก็ได้ผล เพราะหลังจากยุนโฮหัวเราะเสร็จเขาก็เดินไปหลังห้องเพื่อแบกไม้กวาดไปเก็บที่ห้องเก็บของ

 

“ว่าแต่...เรื่องแจจุงเป็นยังไงมั่ง”

 

“กูก็อยากตอบมึงนะ แต่กูไม่รู้จริงๆ เพื่อเป็นการตอบแทนที่มึงช่วยกูขนไม้กวาด กูจะยอมเสี่ยงชีวิตไปถามความคืบหน้าเรื่องมึงให้ เอามั้ย?” ไม่รีรอยุนโฮรีบพยักหน้าหงึกหงักตาม “แต่มีข้อแม้ว่ามึงต้องขนไม้กวาดเองหมดเลย”

 

“ไอ้...”

 

“อ้าว ก็จุนซูอยู่ไกลนี่ กว่ากูจะช่วยมึงขนเสร็จแล้ววิ่งไปหาแจจุงที่ห้องครูใหญ่มีหวังจุนซูกลับบ้านพร้อมแม่ก่อนแหงๆ” ยุนโฮคิดตาม

 

ก็จริงอย่างที่ยูชอนมันพูด จุนซูเอาไม้กวาดมาบริจาคก็ต้องเท่ากับว่าจุนซูกับพ่อและก็แม่ต้องอยู่ที่ห้องพักของครูใหญ่เพื่อฟังคำสรรเสริญเยินยออาจจะรวมถึงเกลี้ยกล่อมให้บริจาคเงินเพิ่มอีกสักก้อนแน่ๆ

 

“อืมๆ รีบไปรีบมานะมึง”

 

“เออ” พูดจบก็ทิ้งกองไม้กวาดไว้ตรงนั้นทันที ยุนโฮเก็บอารมณ์โกรธไว้กับตัว พยายามนึกถึงข้อดีของเพื่อนรักคนนี้ให้มากๆ ก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการเตะกองไม้กวาดนั่นแรงๆ สองที

 

สภาพยุนโฮตอนนี้ไม่ได้ต่างจากสภาพของยูชอนตอนแรก เหงื่อชุ่มโชกไปทั้งตัว ทันทีที่ไม้กวาดกองสุดท้ายถูกวางลงบนพื้น ยุนโฮก็นอนแผ่หลาลงไปพร้อมๆ กัน มันหนัก มันเหนื่อยและมันก็เยอะมากด้วย!

 

เสียงก๊อกแก๊กดังอยู่แถวประตูเรียกให้ยุนโฮลุกขึ้นไปดูเพราะคิดว่ายูชอนน่าจะมาจากการไปคุยกับจุนซูแล้ว

 

“ไงมึง” ยุนโฮอ้าปากค้าง ตาโต “แจจุง?!”

 

“ทำหน้าอย่างกับเห็นผี” แจจุงแซวก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง

 

หรือว่า...แจจุงจะได้ฟังแล้ว!!!

 

“อาจารย์บอกให้ฉันมาเช็คไม้กวาดที่จุนซูเอามาบริจาคน่ะ นายขนขึ้นมาหมดแล้วใช่มั้ย?”

 

“อือ...อื้มๆ”

 

วันนี้จะอะไรนักหนากับไอ้ไม้กวาดเวรนี่นักวะ?!!

 

“ยุนโฮ” น้ำเสียงของแจจุงฟังดูเหมือนเรียกยุนโฮมาไม่ต่ำกว่าสองครั้ง “ทำไมนายนี่ขี้เหม่อจัง?” คนตัวเล็กกว่าที่กำลังนั่งนับไม้กวาดขมวดคิ้วใส่ “ถ้านายไม่ว่าอะไรช่วยฉันนับไม้กวาดหน่อยจะได้มั้ย?”

 

“เอ่อ...อ่อ..ได้สิ” ยุนโฮเดินเข้าไปหา “แต่...ฉันนับแล้วมันมัดละสิบด้าม สิบมัดก็ร้อยนึง”

 

“อ่อ...ฉลาดจัง” แจจุงหัวเราะ “งั้นก็ออกไปข้างนอกกันเถอะ ห้องนี้ตั้งแต่รื้อแอร์ออกแล้วอับชะมัดเลย”

 

“อะ...อื้ม” ยุนโฮปล่อยให้แจจุงเป็นคนเดินนำออกไปก่อน

 

แจจุงออกแรงดันประตูบานเลื่อน “มันหมุนไม่ได้” ใบหน้าใสๆ หันกลับมาหายุนโฮ

 

“เดี๋ยวฉันเปิดให้ มันฝืดล่ะมั้ง” ยุนโฮอาสา ก่อนจะออกแรงดันเต็มที่เหมือนจะโชว์ความแมน

 

กึก... ฟังดูเหมือนมันจะถูกล็อคจากด้านนอก

 

“ดูเหมือนจะมีคนเล่นตลกกับเราแล้วล่ะ” แจจุงสรุป

 

ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก

 

ทันทีที่แจจุงพูดจบประโยคหัวใจของยุนโฮก็เต้นแรงเสียจนเขากังวลว่ามันจะหลุดออกมา ไม่เอานะ แบบนี้ไม่เอา ยุนโฮเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล

 

ห้องเก็บของห้องนี้เดิมทีเป็นห้องประชุมของอาจารย์ประจำหมวดภาษาอังกฤษ อีกห้องที่ทะลุติดกันเดิมทีเป็นห้องโสตทัศนะศึกษาที่ยังมีอุปกรณ์สำหรับการกระจายเสียงในห้องอยู่ครบครัน

 

ยุนโฮหวังว่ามันคงจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิด

 

“กูไม่กล้าว่ะ” เสียงยุนโฮดังออกจากลำโพง เขาก้มหน้า มันเป็นไปอย่างที่เขาคิดแล้วล่ะ “กูไม่ได้กลัวโดนปฏิเสธ แต่กูแค่ไม่กล้าเฉยๆ น่ะมึงเข้าใจมั้ย?” 

 

“นายบ่นอะไรอะยุนโฮ”

 

“คือ...”

 

“กูชอบแจจุง” แจจุงที่ยังรอคำตอบจากยุนโฮทำตาโต ส่วนคนที่ถูกอัดเสียงไว้ได้แต่ก้มหน้า “ถ้ากูไม่ได้เห็นหน้าเขาซักวันกูรู้สึกเหมือนกูจะตาย 

 

“มึงเคยเป็นมั้ยวะ? ความรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้องน่ะ ... กูไม่ได้เวอร์นะ แต่กูรู้สึกแบบนั้นจริงๆ กูอธิบายความรู้สึกแบบนี้ไม่ถูกเลย 

 

“เคยดิ! กูก็พยายามจะพูดหลายครั้งแล้วนะ แต่แม่ง...เห็นหน้าแจจุงแล้วกูพูดไม่ออกว่ะ”

 

“เออ กูยอมรับว่ากูโง่

 

“แล้วมึงจะให้กูทำไง ตะโกนเรียกให้แจจุงมาฟังความในใจกูเหรอ... 

 

“อือ ฝากมึงไปบอกแจจุงกูไม่กล้าบอกเองจริงๆ” 

 

เงียบ...

 

เงียบ...

 

“ยุนโฮ...” เป็นแจจุงที่พูดออกมาก่อน “แจจุงที่นายหมายถึง ใช่...เอ่อ...ฉัน รึเปล่า?” ยุนโฮที่กำลังก้มหน้าอยู่พยักหน้ารับ “แล้ว...นายมีอะไรจะพูดอีกมั้ย?” น้ำเสียงของแจจุงไม่เหมือนเดิม มันไม่ได้ฟังดูแล้วสดใสเหมือนที่เคยเป็น แต่มันเต็มไปด้วยความสงสัยต่างหาก

 

“คือ...ว่า...ฉัน...เอ่อ” ยุนโฮอ้ำอึ้งอยู่หลายนาทีโดยที่แจจุงไม่ได้พูดขัดสักครั้งเดียว “แบบ...” เมื่ออยู่ต่อหน้าแจจุงสิ่งที่ยุนโฮเก่งที่สุดคือ verb to เอ่อ...

 

เขาสูดลมหายใจหลับตา นึกถึงหน้ายูชอนที่กำลังถือเครื่องบันเทียงจ่อปากของเขาอยู่

 

“ฉันมีคำสารภาพที่จะบอกนายเต็มไปหมด

แต่ทุกครั้งที่เห็นหน้านาย ก็อย่างกับว่าลิ้นมันเป็นอัมพาต

แค่ทักนายก่อนฉันก็ยังไม่กล้าเลย”

 

“นายพูดจริงเหรอยุนโฮ?”

 

“ก็จริงน่ะสิ” ยุนโฮตอบ ตอนนี้เขามีความกล้ามากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับแจจุง “ตานายใสยังกะดาวแน่ะ” ยุนโฮเริ่มเพ้อเจ้อ แจจุงหัวเราะ “ฉันคิดอะไรไม่ออกแล้ว ฉันไม่รู้แล้วว่าจะพูดอะไรอีก”

 

“ถ้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไรก็ไม่ต้องพูดก็ได้” แจจุงบอก น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความน้อยใจหน่อยๆ

 

เสียงประตูดังก้อกแก้กขึ้นอีกรอบทั้งยุนโฮและแจจุงหันไปมอง ก่อนจะเป็นแจจุงที่เดินไป มือเล็กๆ ลองเลื่อนเปิดประตูบานเลื่อนช้าๆ และพบว่ามันถูกปลดล็อกแล้ว

 

“ออกไปข้างนอกกันเถอะ”

 

เอาอีกแล้ว เหตุการณ์แบบนี้มันวนกลับมาอีกแล้ว แจจุงกำลังจะหันหลังเดินไป เขาควรทำยังไง? ปล่อยให้แจจุงเดินไป หรือ จะพูดความในใจของเขาในตอนนี้เลย

 

“เดี๋ยวก่อนแจจุง!” ขาเรียวหยุดเดิน “ฉัน...ฉันชอบนาย” ยุนโฮเลือกวิธีที่สองเขาตัดสินใจพูดมันออกไป “ชอบมานานแล้ว หกปีที่ผ่านมาฉันมองแค่นายคนเดียวมาตลอด นายเป็นคนเดียวที่ต้องการ นายเป็นที่หนึ่งที่ไม่มีแม้แต่ที่สองต่อจากนาย ... เป็นนาย...เป็นนายคนเดียวจริงๆ

 

“ที่ผ่านมาฉันมันโง่เองที่ไม่ยอมพูดอะไร ฉันปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดมือไปหลายต่อหลายครั้ง เพราะความขี้ขลาดของฉัน ถ้านายจะปฏิเสธความรู้สึกของฉันฉันก็ไม่โกรธอะไรหรอก ฉันแค่...ฉันแค่ขอ...ให้นายได้รู้เอาไว้ ว่าฉันชอบนาย”

 

ขาข้างที่ก้าวออกไปพ้นประตูแล้วถูกดึงกลับเข้ามา แจจุงหันหลังกลับและมองยุนโฮที่กำลังยืนก้มหน้าอยู่

 

“ไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้วเหรอ?” แจจุงถาม

 

“ถ้านอกเหนือจาก...โลลิป๊อปสีชมพูตอนม.1 ตุ๊กตาคิตตี้หน้าบ้านนายตอนม.2 ฉันต้องทะเลาะกับที่บ้านเพราะไม่อยากจะเรียนต่อที่นี่ที่เดียวกับนายตอนม.3 หูฟัง Dr.Dre ตอนม.4และก็...รวมถึงเหตุผลที่ฉันนั่งหลังห้องมาตลอดหกปีก็...ไม่มีแล้ว...ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว เห็นหน้านายแล้วพูดอะไรไม่ออก” ถึงยุนโฮจะตอบไปแบบนั้นแต่คนฟังฟังแล้วก็ได้แต่ขำ ไม่ใช่พูดอะไรไม่ออกหรอกแต่พูดออกไปหมดแล้วต่างหาก

 

“ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ของนายนะ”

 

“.............”

 

“ขอบคุณที่กล้าพูดสักทีว่านายคิดยังไง ฉันเองก็รอนายมานานแล้วเหมือนกัน”

 

“.............”

 

“และก็ที่สำคัญ จะขอบคุณมากๆ ถ้านายจะมีแค่ฉันคนเดียวแบบนี้ไปตลอดจริงๆ”

 

“แจจุง...” ยุนโฮพูด “...ขอบคุณ ที่ยอมรับคนโง่ๆ อย่างฉันนะ”

 

...แจจุงยิ้มให้...เป็นยิ้มสว่างสดใสเหมือนดวงดาวที่อยู่ไกลออกไปสามพันไมล์ ดวงดาวที่ยุนโฮเคยมีความเชื่อว่าเขาไม่มีวันที่จะได้สัมผัสมัน แต่ตอนนี้ เวลานี้ ดวงดาวดวงนั้นที่ยุนโฮเฝ้ามองมาตลอดได้อยู่ในอ้อมกอดของยุนโฮแล้ว

 

 

 

 

 

FIN.

 


 

 

A/N: เป็นตอนส่งท้ายก่อนจะหายไปทำซับบอสต่อ >_< ใครอยากโหลดซับดีๆ (อวยตัวเอง) ตามไปโหลดซอฟซับได้ในทวิตเตอร์นะคะ : ) รวมถึงขอฝากโปรเจครวมเล่ม short-fic ด้วยน้า ~ <3