[Fic] My Boy (14)
posted on 07 Dec 2009 01:00 by tangmoez in 02-Fiction, Fiction-MyBoy
Title :: [Fic] My Boy
Paring :: Yunho x Jaejoong
Rate :: PG-13
Author :: Tangmoez
Warning :: เรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง เป็นความพึงพอใจส่วนบุคคลและเกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง มีเจตนาเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น เนื้อหาเป็นแนว Boy's Love หรือ yaoi หากท่านผู้อ่านท่านใดมีความชอบที่แตกต่างกัน ขอให้ปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณค่ะ
14.
แจจุงวางกระเป๋าลงบนเตียง เมื่อเดินเข้ามาในห้องที่ยุนโฮบอกว่าเป็นห้องส่วนตัวของเขา จัดแจงเสื้อผ้ารวมถึงของใช้ส่วนตัวที่มีอยู่ไม่มากนักอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รู้สึกได้เลยว่าวันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ หลังจากที่ถูกแนะนำตัวกับพนักงานหลายๆ คนในบริษัทอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า คิมแจจุงคือผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ ถึงแม้จะแค่ชั่วคราวก็ตาม
แจจุงเดินกลับออกมานอกห้องอีกครั้งและพบว่ายุนโฮกำลังนอนเกยโซฟาดูโทรทัศน์อย่างที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังมีความสุขอยู่หรือเปล่า? ใบหน้าเฉยๆ แบบนี้บอกตามตรงว่า ถ้าเห็นมาตั้งนานก็คงจะชอบไม่ลง คนอะไรหยิ่งอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ แต่ถ้าถามถึงตอนนี้ล่ะก็ โงหัวไม่ขึ้นแล้วล่ะ...
“ยุนโฮนายไม่กินข้าวเหรอ?”
แจจุงเอ่ยถามออกไปอย่างเกร็งๆ หลังจากลอบดูคนเฉยต่อโลกนั่งมองดูโทรทัศน์อย่างไร้อารมณ์อยู่พักใหญ่
ยุนโฮยันกายนั่งอยู่บนโซฟาก่อนจะหันกลับมาหาคนถาม
“ฉันให้นายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัว เรื่องแบบนี้นายก็น่าจะรู้นะว่าต้องทำยังไง?”
ใบหน้าสวยๆ ยู่ลงทันทีกับคำตอบที่ไม่ได้ช่วยให้จิตใจดีขึ้นเลย แค่ตอบดีๆ ว่า หิว หรือ ไม่หิว นี่มันจะตายรึไง(วะ)?
แจจุงหันหน้าหนี สะบัดเส้นผมสีทองให้ปลิวไสวไปตามสายลมของเครื่องปรับอากาศ กระแทกส้นเท้าแรงๆ เดินหายเข้าไปในครัวอย่างไม่พอใจ ทิ้งให้อีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาทำทีเป็นดูทีวี...ซ่อนยิ้มต่อไป
คิมแจจุงก็ยังคงเป็นคิมแจจุงอยู่วันยันค่ำ...
บนโต๊ะอาหารยังคงมีอาหารหน้าตาน่าทานวางอยู่ โดยทำมาจากวัตถุดิบที่ถูกแช่จนแข็งโป้กอยู่ในตู้เย็น แจจุงยังคงมีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ให้มันออกมาดูน่าทานจนคนทานไม่รู้เลยว่าหากทิ้งไว้อีกไม่นานมันก็จะหมดอายุขัยแล้ว
“นี่...” ยุนโฮพูดขึ้นหลังจากกลืนอาหารคำสุดท้ายลงคอไป
แจจุงเงยหน้าขึ้นมามอง
“พรุ่งนี้ทำตัวให้ว่างด้วยนะ”
“ฉันก็ไม่ได้จะไปไหนอยู่แล้วนี่?” แจจุงตอบอย่างงงๆ ทั้งๆ ที่ในปากกำลังกัดช้อนอยู่ “กะว่าจะนอนยาว” พูดจบก็ยิ้มแป้นให้กับอีกคนที่ทำหน้าตาเป็นยักษ์อยู่ตลอดเวลา
“ก็ดี...พรุ่งนี้ฉันโทรนัดสเตฟไว้”
“สเตฟ? อ๋อ...สเตฟานี่น่ะเหรอ? นัดทำไม?” คนช่างสงสัยอย่างคิมแจจุงยังคงไม่หยุดปากง่ายๆ
นโฮวางตะเกียบลงนิ้วเรียวเคาะไปที่ศีรษะของตัวเองเบาๆ “สีผม...สีดำ” พูดแค่นั้นก็ลุกออกจากโต๊ะและเดินหายเข้าไปในห้องนอน
แจจุงมองตาม
“นี่ยังไม่เลิกคิดเรื่องหัวสีของฉันอีกรึไงเนี่ย?!” บ่นอุบอิบอย่างอารมณ์เสียก่อนจะเก็บถ้วยเก็บจานไปล้างอย่างรู้หน้าที่
*******
เช้าวันต่อมาของแจจุงที่รู้หน้าที่ของตัวเองดีแล้ว ตื่นลุกขึ้นมาทำอาหารไว้ให้คนขี้เซาที่ถ้ายังไม่เที่ยงก็ไม่ตื่นได้ทานหลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ
ขาเล็กๆ ก้าวยาวๆ ไปยังห้องนอนของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้านายชั่วคราวก่อนจะรัวมือลงบนประตูอย่างไม่เกรงอกเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน
“ยุนโฮๆ ตื่นได้แล้ว อาหารจะเย็นหมดแล้วนะ!”
ส่วนคนที่นอนอยู่ในห้อง ทันทีที่กำปั้นแรกรัวบนประตูก็แทบจะเด้งลุกขึ้นมานั่งด้วยความตกใจ หายใจฟึดฟัดและทำหน้าไม่พอใจอยู่คนเดียว
“ได้ยินแล้ว!” ตะคอกกลับก่อนจะลุกออกจากเตียงแล้วเดินหายเข้าห้องน้ำไป
ไม่เกิน 10 นาที ยุนโฮที่ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วก็เดินออกมาจากห้อง เห็นผู้จัดการหน้าสวยที่นั่งยิ้มแป้นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร คำด่าที่ตั้งใจจะตะโกนใส่ดังๆ เมื่อสักครู่นี้ก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ รวมถึงอาหารที่กองอยู่บนโต๊ะก็ด้วย...มันทำให้หายโกรธได้จริงๆ
“คราวหน้าไม่ต้องเคาะประตูดังมากก็ได้นะ ฉันตกใจ”
“อ้อ...ได้ๆ เพราะที่หอฉันเป็นคนปลุกจุนซูกับชางมินน่ะ สองคนนั่นถ้าไม่เคาะดังๆ ก็ไม่ได้ยินหรอก” พูดเจื้อยแจ้วโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของยุนโฮเลยว่า ตอนที่แจจุงพูดชื่อ ‘ชางมิน’ น่ะ หน้าเขาหงิกขนาดไหน
“เหรอ?” ตอบรับแบบอยากตัดบทสนทนา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหาร
เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วแจจุงก็เป็นคนล้างจานเช่นเคย จะแปลกก็ตรงที่ว่าวันนี้ยุนโฮอาสาเก็บโต๊ะเอง ทำเอาแจจุงแปลกใจจนไม่ได้ทันได้พูดค้าน แต่ก็อย่างนี้แหละน้า...แจจุงถึงได้เห็นว่า ยุนโฮน่ารักขึ้นทุกที
“ของในตู้เย็นจะหมดแล้วนะ” แจจุงบอก
“อืม...เดี๋ยววันนี้ตอนบ่ายๆ เราค่อยไปซื้อ”
“เรา? นายคิดว่านายไปเดินตลาดได้หรือไง? เดี๋ยวสาวๆ พวกนั้นก็รุมทึ้งจนแขนฉีกหรอก”
ยุนโฮทำท่าคิด
ลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองเป็นดาราดัง
“แต่ถ้าขืนปล่อยให้นายไปคนเดียวเกิดนายคิดหนีฉันจะทำยังไง” ยุนโฮพูดปด
“แหม...ทำยังกะไม่รู้จักบ้านฉัน” คนตอบทำหน้าตาล้อเลียน “ไปตอนค่ำๆ ดึกๆ ก็ได้ ซุปเปอร์บางที่ก็เงียบเหงาแล้ว”
ยุนโฮปล่อยให้แจจุงทำความสะอาดครัวต่อไป ส่วนตัวเขาก็อาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวพาแม่ ‘ผู้จัดการส่วนตัวชั่วคราว(คนสวย)’ ไปทำสีผมใหม่ หลังจากขัดใจมานานแสนนาน
.
.
“ว่าไงยุนโฮ...หวัดดีจ้ะแจจุง” สเตฟานี่ สเตฟหรือคิมโบกยอง เอ่ยปากต้อนรับลูกค้าใหม่ทั้งสองอย่างสนิทสนมและอารมณ์ดี แจจุงโค้งให้หนึ่งทีและยิ้มให้
“มาทำอะไรกันจ้ะ?” เธอถามแจจุง แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบ อีกคนก็พูดสวนขึ้นมา
“ทำสีผม คิดว่านานจนน่าจะทำได้แล้วนะ” ยุนโฮพูดโดยไม่มองหน้าเพื่อน
สเตฟานี่มองหน้าแจจุงที่ยิ้มอย่างเซ็งๆ มาให้
“สีนี้ก็สวยดีแล้วนี่” เธอบอก “ทำให้หน้าดูสว่างขาวขึ้นตั้งเยอะเนอะ”
แจจุงพยักหน้ารับไวๆ
“แต่ฉันไม่ชอบ”
“แล้วทำไมต้องทำตามที่นายชอบด้วย?” สเตฟานี่ถามกลับอย่างรวดเร็ว
“......”
“ว่าไง?! ตอบมาสิ” เธอคาดคั้นเมื่อเห็นท่าทีอึกอักของเพื่อนรัก
“ก็...ทำงานกับฉัน ต้องทำตามที่ฉันบอก ไม่ต้องถามมาก!” ยุนโฮที่ทำทีว่าอารมณ์เสีย พูดจบก็รีบเดินหนีหายออกไปทันที ซึ่งสเตฟานี่เองก็เดาออกว่า นี่คือการ ‘หนี’ เมื่อตอบคำถามไม่ได้
เธอกรอกตา…แจจุงยิ้ม
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ขืนผมไม่ทำสีผมใหม่ กลับไปก็โดนบ่นอย่างนี้ทุกวัน”
“หือ? ทุกวัน?”
“ครับ มีอะไรงั้นเหรอครับ?”
“เอ่อ...เธอต้องเจอนายนั่นทุกวันเลยเหรอ?” สเตฟานี่ถามย้ำคำชัดๆ ช้าๆ
“ใช่ครับ ก็ผมพักอยู่กับเค้า”
เป็นอีกครั้งที่เธอต้องหลับตาและใช้สมองประมวลผล ไม่เข้าใจเพื่อนรักคนนี้เอาซะเลยว่าทำไมต้องให้ผู้จัดการส่วนตัวมาอยู่ด้วยแบบนี้ ทั้งๆ ที่งานก็ไม่มี
“ออ...จ้ะ” เธอตอบรับเหมือนเป็นเรื่องปกติ “เราไปทำสีผมกันใหม่ดีกว่านะ”
แจจุงพยักหน้าและเดินตามเข้าไปด้านใน
*******************
//“ทำอะไรอยู่แจจุง”// เสียงของจุนซูดังมาตามสายโทรศัพท์ เมื่อเจ้าของเครื่องกดรับ
“ทำผม” แจจุงตอบผ่านสายสมอลทอล์ค
//“ทำผม? เป็นแค่ผู้จัดการส่วนตัวต้องทำผมด้วยหรอ?”//
“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น ทำสีผมใหม่น่ะ เป็นสีดำ”
เสียงถอนหายใจแรงๆ ของจุนซูทำเอาแจจุงแอบขำ
//“ฉันชอบสีผมตอนนี้ของนายมากกว่าสีดำเสียอีก”//
“ฉันก็ว่างั้น ดูไฮโซกว่าเนอะ” แจจุงพูดติดตลกก่อนจะขำกลิ้งกันทั้งสองคน โดยมีสเตฟานี่ที่ยืนทำผมอยู่หุบยิ้มไม่ได้เช่นกัน
หลังจากคุยโทรศัพท์กับจุนซูที่อ้างว่าโทรมาหาเฉยๆ เสร็จแล้ว แจจุงก็นั่งอ่านนิตยสารที่บรรดาพนักงานในร้านหอบหิ้วมาให้อ่านรอเพื่อฆ่าเวลาที่เสียไปเรื่อยๆ อย่างไม่ได้อะไรนอกจากสีผมที่ดำสนิทที่เขาไม่ได้ชอบเอาเสียเลย อย่างน้อยก็ในตอนนี้
ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของเจ้านายคนใหม่ก็ดังขึ้น
ยุนโฮที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักพับนิตยสารที่กำลังอ่านอยู่ลง ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเบอร์ที่ได้รับดูไม่คุ้นตา “สวัสดีครับ” รับโทรศัพท์ด้วยเสียงเรียบๆ “...พี่ฮีชอล?” ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าแทบจะในทันทีที่เอ่ยชื่อของอีกฝ่าย ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งหรือเรียบเฉยมาตลอดก็ฉีกยิ้มกว้าง กว้างซะจนแจจุงเองก็แปลกใจ เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ารอยยิ้มบนเวทีนั่นเสียอีก
คนที่นั่งทำสีผมใหม่ทำทีว่าตั้งใจอ่านนิตยสาร แต่อันที่จริงอวัยวะที่กำลังถูกใช้งานอย่างหนักกลับเป็นหู ที่กำลังแอบลอบฟังบทสนทนาของยุนโฮ กับ ‘พี่ฮีชอล’ ...คนนั้น
‘พี่ฮีชอลเหรอ? คนหน้าสวยๆ คนนั้นน่ะเหรอ?!’ แจจุงคิด “ใช่คนเดียวกันรึเปล่านะ?”
แต่ประโยคหลังคนสวยคงจะคิดดังไปเสียหน่อย
“คนเดียวกันจ้ะ” สเตฟที่เพิ่งเดินมาทันได้ยินประโยคนี้พอดียิ้มกรุ่มกริ่ม
“เห? ครับ?” แจจุงตาโต ตกใจกับคำตอบที่ทำเขาช็อคไปเลย
“ก็เห็นแจจุงถามว่า ใช่คนเดียวกันรึเปล่า ฉันก็เลยตอบให้ไง ว่า ยุนโฮคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ชอบหน้าบูดนั่นแหละ”
“ฟู่ แล้วไป” เขาถอนหายใจ
“จ้ะ?”
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” แจจุงยิ้มแห้งโล่งอกที่สเตฟานี่เข้าใจคำพูดของเขาไปอีกแบบหนึ่ง
“ยุนโฮก็เป็นแบบนี้อยู่กับใครก็หน้าบูดหน้าบึ้งได้ตลอด แต่ขอแค่เสียงของพี่ฮีชอลก็ยิ้มได้แล้ว”
“เหรอครับ?” แจจุงพยักหน้าเบาๆ ทำทีเป็นว่าเข้าใจ แต่ในใจจะห่อเหี่ยวไม่น้อย
“ว่าแต่...” สเตฟพูดขึ้นอีกครั้ง เรียกสติที่กำลังจะหลุดของแจจุงให้กลับมา “แจจุงอยากถักผ้าพันคอเหรอ?”
“ครับ?” เขาทำหน้างงอีกครั้ง
สเตฟานี่บุ้ยใบ้ไปทางหนังสือที่เขาถืออยู่ แจจุงหันไปมองนิตยสารที่เปิดค้างไว้ เป็นหน้าที่สอนถักผ้าพันคอ
“อ้อ...ครับ หน้าหนาวจะได้ถักใส่เองบ้าง ดูเหมือนจะไม่ค่อยยากด้วยนะครับ” แจจุงพูดปดอย่างเนียนๆ
“ดีเลย ฉันกำลังจะไปเรียนถักผ้าพันคอเหมือนกัน ไว้ไปด้วยกันนะ!” เธอพูดอย่างตื่นเต้น “กำลังหาเพื่อนไปเรียนเลยนะเนี่ย ดีใจจังไม่ต้องไปคนเดียวแล้ว” หญิงสาวยิ้มค้างก่อนจะดันให้แจจุงลุกจากเก้าอี้เพื่อไปสระผม
“ครับ...ได้เลย” แจจุงยิ้ม แม้ในใจจะไม่ยิ้มด้วยก็ตาม ><
เขาเดินตามสเตฟานี่ไปยังห้องสำหรับสระผม หลังจากที่พยายามเงี่ยหูฟังแล้วก็ต้องหนักใจ เมื่อเขาพอจะจับใจความประโยคสนทนาได้ว่า ‘พี่ฮีชอลที่ว่าอะไรเนี่ย...กำลังจะกลับมา’ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้เขาหนักใจที่สุดคือ
เขา...อยากเรียนถักผ้าพันคอซะที่ไหนกัน?!
.
.
หลังจากที่เปลี่ยนสีผมตามที่เจ้านายคนใหม่ต้องการแล้ว แจจุงก็โบกมือลาสเตฟานี่ สเตฟหรือคิมโบกยองช่างทำผมที่กลายมาเป็นช่างส่วนตัวของเขาด้วยอีกคน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ทำให้คนที่เห็นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ แจจุงนั่งที่นั่งข้างคนขับเช่นเดิม กลิ่นน้ำยาย้อมสีผมยังคงติดจมูกและลอยไปลอยมาในรถ จนยุนโฮทนแทบไม่ไหวต้องเปิดหน้าต่างให้กลิ่นออกจากรถไป ทำเอาคนทั้งคู่ที่นั่งอยู่ในรถปากสั่น หัวยุ่งไปตามๆ กัน
“ฉันบอกแล้ว ว่าไม่ต้องทำ” ได้ทีแจจุงก็รีบบ่นโต้ลมหนาว หัวก็เหม็นยังต้องมาทนตากลมหนาวอีก มันใช่เรื่องที่เขาต้องทนซะเมื่อไหร่กันล่ะ
ยุนโฮที่นั่งหลังพวงมาลัยหันหน้ามามองคนขี้บ่นด้วยสายตาที่เรียบเฉยเพียงชั่วครู่ เท่านั้นเองก็ทำเอาแจจุงนั่งกอดเข่าปิดปากเงียบสนิทไปตลอดทาง แม้จะมีแอบขมุบขมิบบ้างในช่วงเวลาที่เจ้าของรถมองไม่ทันได้สังเกต
เมื่อถึงห้องพักแจจุงไม่รอให้ยุนโฮได้มีโอกาสใช้เขาทำนู่นทำนี่ต่อ รีบเดินหายเข้าไปในห้องและเปลี่ยนเสื้อผ้านอนทันที ทิ้งเจ้าของห้องให้ยืนส่ายหน้าเบาๆ อยู่หน้าประตู และก้มลงเก็บบรรดาเสื้อสูท เสื้อโค้ทที่โยนทิ้งลงพื้นเมื่อครู่นี้เอง
ตัวแจจุงเองก็ใช่ว่าจะหลับลงในทันที ในหัวสมองของเขาตอนนี้ก็ยังคงมีแต่ชื่อ ‘พี่ฮีชอล’ ลอยเต็มหัวไปหมด ทั้งๆ ที่ก็พอจะเดาออกว่าเป็นใคร แต่ว่าทำไมคนหน้าบูดบึ้งตลอดเวลาอย่าง จองยุนโฮ ถึงได้ยิ้มแป้นแบบลืมโลกแบบนั้นตอนที่ได้รับโทรศัพท์สายนั้น คิดแล้วก็ปวดหัว!
พับเรื่องนี้เก็บไป ในหัวก็มีเรื่องที่สองแทรกเข้ามา ‘ผ้าพันคอ’ ที่สเตฟานี่ว่านั่นก็อีก ใครจะไปถักเป็น ใครจะไปสนใจถัก ถักไปทำไมล่ะ ไม่ได้อยากจะไปเรียนถักผ้าพันเพื่อถักให้ตัวเองอย่างที่บอกกับสเตฟานี่ไว้เสียหน่อย
“เดี๋ยวก่อน!” แจจุงกระเด้งตัวจากเตียง มือขาวๆ รีบปัดผมที่เกะกะอยุ่ให้อออกจากใบหน้าขาวนวล เป็นอย่างนี้ประจำเวลาใช้สมอง “ไม่ถักให้ตัวเอง...ก็ถักให้ยุนโฮสิ” พูดกับตัวเองเบาๆ แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม ลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้เพิ่งจะอารมณ์เสียเรื่องที่อีกคนให้นั่งตากลมกลับห้องด้วยกัน “...ให้ยุนโฮ ของขวัญวันวาเลนไทน์ ถ้าทัน...ไม่ทันก็ไวท์เดย์ ไม่ทันอีกก็ แบล็คเดย์ ไม่ทันอีกก็วาเลนไทน์ปีหน้าละกัน” พูดกับตัวเองราวกับคนบ้า แล้วก็ค่อยๆ เอนตัวลงสู่ที่นอนอย่างมีความสุข
ไม่ไกล...ห้องถัดไป
ยุนโฮที่ยังคงนอนไม่หลับเช่นกัน เบิกตาโพลงในความมืดด้วยความแปลกใจระคนสงสัย
เสียงงึมงำจากห้องข้างๆ คือเสียงของคิมแจจุง...
ละเมอ ฝันร้าย หรือว่า เป็นบ้าไปแล้วกันแน่?!
.
.
ทางด้านคิมจุนซูและชางมิน
“โทรไปดีมั้ยอ่าชางมิน?” จุนซูโอดครวญเป็นรอบที่ร้อยของวัน หลังจากกดเบอร์แจจุงซ้ำไปซ้ำมาแล้วกดวางก่อนเพราะกลัวว่าจะโดนแจจุงสวดกลับมาแทนคำว่า ขอบคุณที่เป็นห่วง
“หยุดถามฉันสักทีถ้านายอยากโทรก็โทร ฉันเริ่มรำคาญแล้วนะ!” ชางมินที่นั่งกินราเม็งอยู่ที่โต๊ะทานอาหารพูดเสียงดัง อารมณ์เสียที่ฟังจุนซูพูดประโยคเดิมๆ ไม่เท่าไหร่ แต่การที่ไม่ได้ทานอาหารอร่อยๆ ฝีมือแจจุงนี่สิ ที่ทำเขาอารมณ์เสียอย่างที่สุด
จุนซูหน้ายู่ “พูดดีๆ ก็ได้นี่”
“ฉันพูดดีๆ กับนายมาเก้าสิบเก้ารอบ และนี่เป็นรอบที่ร้อยที่ฉันจะไม่ทน!” ชางมินเสียงเข้ม
จุนซูหน้ายู่หนักเข้าไปอีก...แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขานั่งกอดเข่าจ้องมองโทรศัพท์มือถือซักพักก่อนจะตัดสินใจกดเบอร์เพื่อนสนิทลงไป...ช้าๆ...ทีละตัว...
กริ๊งง~
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นก่อนที่เขาจะกดโทรออก
จุนซูกดรับอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีฮะยูชอน^^” ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ ว่าตอนนี้จุนซูยิ้มกว้างขนาดไหน
“สวัสดีครับ...ทำไมกดรับเร็วจัง?”
“พอดีว่าโทรศัพท์อยู่ในมือน่ะครับ กำลังจะโทรหาแจจุงอยู่พอดี” จุนซูก็ยังคงเป็นจุนซูอยู่วันยันค่ำ ที่อะไรตามจริงเสมอ
ปลายสายยิ้ม...
“จะโทรหาแจจุงเหรอครับ? งั้นผมไม่รบกวนแล้วก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับๆ คุยกับยูชอนดีกว่าคุยกับแจจุงอยู่แล้วล่ะ” เห็นมั้ยล่ะ? ผิดซะที่ไหน!
คำตอบทำเอาปลายสายยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะชวนคุยสัพเพเหระ ถามสารทุกข์สุขดิบและแอบหยอดมุกน้ำเน่าลงไปบ้างตามประสา เรียกเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าสร้างความรำคาญให้แก่ชางมินเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน เพื่อนหัวดีตัวสูงต้องรีบกินให้เสร็จก่อนที่จะอดไม่ไหวเผลออ้วกออกมาเพราะมุกน้ำเน่าบ้านๆ ของคนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่
เสียงประตูห้องนอนของชางมินปิดดัง ปัง! ทำให้จุนซูเปลี่ยนความสนใจจากโทรศัพท์ไปที่ประตูห้อง...นิดหน่อย ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาคุยโทรศัพท์กับปาร์คยูชอนต่อไปโดยไม่สนใจแม้ประตูบานนั้นจะพังก็ตาม
ชิ...แล้วไหนว่าเป็นห่วงแจจุง พอเจอหนูมิกกี้เมาส์เข้าให้ เพื่อนก็ทิ้งกันลง!
To Be Continued...